วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คำ กวนกวน


ไม่มาวเหล้า แต่เรายังมาวเบียร์

อีกสาวเชียร์ ก็น่ารัก เป็นหนักหนา

ได้ทั้งมาวได้ทั้งเพลินเจริญตา

แสนหรรษาจริงเรา...ได้มาวเบียร์

เบียร์เย็นๆ ช่วยคลายทุกข์ ที่รุกเร้า

ดับความเศร้า โศกสลด ให้หมดเสีย

สดุดีพระคุณล้ำของน้ำเบียร์

ดีกว่าเมียที่บ้านบานตะไท...เอิ้กๆๆ



ถ่ายแล้วกลบฉันเห็นว่าเป็นแมว

ถ่ายแล้วแจวฉันเห็นว่าเป็นหมา
ถ่ายแล้วราดคือผู้ดีมีจรรยา

จงพิจารณาว่าท่านอยู่ในหมู่ใด.....

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

...ไม่มาวเหล้าแล้วยัง..จะมาวเบียร์
เฮ้อ!! เวงกำ อะไรเนี่ย..อาเฮียจ๋า
เอาแต่มาวเพลิดเพลิน..
เจริญตาเดี๋ยวเหอะน๊า..กลับมาล่ะน่าดู

วันมาฆบูชา









วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 วันมาฆบูชา




วันมาฆบูชา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง วันนี้กระปุกจึงมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวันมาฆบูชามาฝากกันค่ะความหมายของวันมาฆบูชา คำว่า "มาฆะ" นั้น เป็นชื่อของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 การกำหนดวันมาฆบูชา การกำหนดวันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 และมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม ความสำคัญและประวัติของวันมาฆบูชา ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่างๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์" ทั้งนี้ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อมๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่ 1.วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ 2.มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 3.พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6 4.พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" และเพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" ซึ่งคำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์คือ จาตุร แปลว่า 4 องค์ แปลว่า ส่วน สันนิบาต แปลว่า ประชุม ดังนั้น "จาตุรงคสันนิบาต" จึงหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ 4" นั่นเอง ทั้งนี้วันมาฆบูชาถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็นวันพระสงฆ์ ประวัติการถือปฏิบัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย พิธีทำบุญวันมาฆบูชานี้ ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีมาในสมัยใด อย่างไรก็ตามในหนังสือ "พระราชพิธีสิบสองเดือน" อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวรวิหารและวัดราชประดิษฐ์จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อถึงเวลาค่ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาติโมกข์ 1 กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึงและขนมต่างๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาสก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่นั้นๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอกิจกรรมทางศาสนา นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบูชา ให้เป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกด้วย




วันวาเลนไทน์

ประวัติวันวาเลนไทน์


.. วันวาเลนไทน์ ..
วันวาเลนไทน์ นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยัง สืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการ ที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุดภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลายครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญ " วาเลนไทน์ " ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สองท่าน นักบุญ วาเลนไทน์ และนักบุญ มาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับๆด้วย และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้ นักบุญ วาเลนไทน์ ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศรีษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์




" วันวาเลนไทน์ " ..
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันวาเลนไทน์ ซึ่งพวกหนุ่มสาวมักจะรีบไปซื้อบัตรส่งทักทายกันส่งใจถึงกัน นับเป็นความนิยมมากขึ้น ประเพณีนี้เข้ามาสู่ประเทศไทยทีละเล็กละน้อย และดูเหมือนจะเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกปี เป็นประเพณีที่หนุ่มสาวนิยมกันมากเป็นพิเศษที่สหรัฐอเมริกาและที่ประเทศอังกฤษทำไมจึงมีชื่อว่า “ วันวาเลนไทน์ ” และความหมายที่แท้จริงของวันนี้คืออะไร? และมาจากไหน?นักบุญ วาเลนไทน์ (Valentine) เป็นสงฆ์คาทอลิกองค์หนึ่งที่ได้ถูกประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คริสตศักราช 270 ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโรมัน เกลาดิอุส ที่ 2 ( Clanoius) โดยแท้จริงแล้วท่านนักบุญไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเพณีการเลือกคู่ หรือหาคู่ หรือหาแฟน หรือความรัก ความสนใจระหว่างหนุ่มสาว ท่านก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วยเลย ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมจึงเลือกนักบุญองค์นี้มาเป็นองค์อุปถัมภ์สำหรับผู้ที่กำลังหาคู่ เลือกคู่หรือเลือกแฟนกันได้เล่า ? เหตุผลที่ค้นพบได้ก็คือ ที่มาของวันวาเลนไทน์ ไม่ขึ้นอยู่กับคนผู้นี้ แต่ขึ้นอยู่กับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประเพณีเลือกคู่ หรือหาคู่นี้มีมาแต่โบร่ำโบราณในทุกชาติ ดูเหมือนกับว่าได้เกิดขึ้นพร้อมกับวิวัฒนาการของมนุษย์ก็ว่าได้ ประเพณี วาเลนไทน์ นี้ก็มีต้นเหตุหรือ ที่มาสมัยที่จักรวรรดิโรมันแผ่อิทธิพลไปทั่ว ชาวโรมันสมัย โบราณมีการฉลองเทพเจ้าองค์หนึ่งชื่อ ลูแปร์คูส (Lupercus) ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ และถือว่าเป็นการฉลองใหญ่ ส่วนหนึ่งของการฉลองใหญ่นี้ก็จะเป็นการจัดงานหาคู่ของพวกหนุ่มสาว ซึ่งจัดขึ้นในวันก่อนวันฉลองใหญ่ 1 วัน คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้จะถือโอกาสให้พวกหนุ่มสาวเสนอตัวเป็นคนรักกันชั่วระยะเวลา 1 ปี ช่วงนี้จะเรียกว่าเป็นช่วงทดลองมิตรภาพเพื่อดูว่าทั้งคู่จะมีนิสัยใจคอเข้ากันได้หรือไม่ ชาวโรมันเป็นคนศรัทธาในเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ก็มีความเชื่อกันว่าพวกตนมีเทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเขาขอให้เป็นผู้ดูแลความรักของเขาในระหว่างช่วงระยะเวลาการทดลองเป็นคู่รักกัน 1 ปี นั้น เทพเจ้าองค์นี้เป็นหญิงชื่อเทพธิดา Juno Februata ซึ่งตาม เทพนิยายของชาวโรมันเป็นมเหสีของ Jupiter องค์มหาเทพเจ้าทั้งหลายครั้นต่อมา เมื่อชาวโรมันส่วนใหญ่กลับใจมาถือศาสนาคริสต์ (ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 4 ) ประเพณีของหนุ่มสาวที่จะหาคู่เพื่อทดลองเป็นคนรักกัน เพื่อจะแต่งงานกันในเวลาต่อไปนั้นก็ยังนิยมทำกันอยู่ แม้ว่าจะเป็นคริสตชนแล้วก็ตาม ฉะนั้นเขาก็ยังรักษาประเพณีการเลือกคู่ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นอยู่ตลอดมา เพียงแต่ว่าหนุ่มสาว โรมันชาวคริสต์ได้หันมาเปลี่ยนตัวผู้อุปถัมภ์องค์ใหม่ เพราะคริสตชนไม่นับถือเทพเจ้าหรือเทพธิดาอย่างกาลก่อน เขาจึงหันมาเลือกหานักบุญในคริสตศาสนาที่มี วันฉลองในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งก็มี นักบุญวาเลนไทน์องค์นี้เอง จึงขอยืมชื่อท่านมาเป็นองค์อุปถัมภ์แทนเทพเจ้าเดิมของชาวโรมัน เรื่องราวความเป็นมามีดังนี้ ฉะนั้นถ้าท่านนักบุญมีชีวิตอยู่ท่านอาจรู้สึกงงงวยในตำแหน่งที่หนุ่มสาวได้เลือกตั้งและแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ โดยที่ท่านไม่ได้รู้เรื่องทางโลกของหนุ่มสาวด้วยเลยแม้แต่น้อยความรักระหว่างหนุ่มสาวนั้นอาจจะเผชิญกับอันตรายบางอย่าง และอาจจะเป็นโอกาสให้พลังและความรักนั้นทำลายความสัมพันธ์อันสูงส่งระหว่างหนุ่มสาวนั้นเอง ความหมายของการมี วันวาเลนไทน์ นี้ก็คือการช่วยหนุ่มสาวหาวิธีการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันด้วยใจบริสุทธิ์ความหมายเห็นได้ชัดในคำว่า “You are my Valentine” ที่มักจะเขียนลงในบัตรส่งใจถึงกันและกัน ประโยคตามความหมายเดิม หมายถึงว่า “ข้าพเจ้าขอเสนอตัวเป็นเพื่อนสนิทของท่านในช่วงเวลา 1 ปี และข้าพเจ้าพร้อมที่จะตกลงแต่งงานกับท่าน ถ้ามิตรภาพของเรานี้เป็นสิ่งที่ยืนยง”
ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวที่จะช่วยให้ก้าวหน้าในความรักที่แท้จริงนั้น ก็ควรจะประกอบด้วย 3 ข้อด้วยกัน ดังนี้
1. ให้รู้จักกันทั้งในด้านดี ในด้านเสีย และข้อผิดพลาดซึ่งต่างก็มีอยู่ และยอมรับซึ่งกันและกันในข้อเหล่านั้น 2. ให้เคารพและเห็นใจกัน โดยเสียสละต่อกันเพื่อให้คนรักของตนได้รับความดี และความสุขใจในทางที่บริสุทธิ์งดงาม3. ให้มีการปรับปรุง และเปลี่ยนนิสัยของตนในส่วนที่บกพร่อง เพื่อจะอยู่กันด้วยความสุขในอนาคต
ลักษณะทั้งสามดังกล่าวนี้ คงจะเป็นประโยชน์สำหรับหนุ่มสาวไทยไม่เฉพาะ ในวันวาเลนไทน์หรือสำหรับกลุ่มที่นิยมประเพณีต่างประเทศเท่านั้น แต่สำหรับทุกคู่ที่แสวงหาวิธีการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันอัน จะนำไปสู่ความรักที่มั่นคงและยั่งยืนชั่วชีวิต

ประชาสัมพันธ์

» คณะพยาบาลศาสตร์


ชื่อหลักสูตร/โครงการ/สาขา
โครงการบัณฑิตคืนสู่สังคม คณะพยาบาลศาสตร์

จำนวนรับเข้าศึกษา
รับทั้งชายและหญิงจำนวน 20 คน ที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในภูมิลำเนาสนับสนุนการศึกษา ภายใต้ความร่วมมือกับโรงพยาบาลในพื้นที่

หลักฐานการสมัคร
1) รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว หน้าตรง ไม่สวมหมวก ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 3 แผ่น
2) สำเนาใบระเบียนแสดงผลการศึกษา (รบ.1 ป) หรือใบประกาศนียบัตร ที่แสดงว่าสำเร็จการ ศึกษาระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
3) สำเนาผลการทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (O-NET) ใน 5 กลุ่มสาระหลักได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์ และ ผลการทดสอบทางการศึกษาขั้นสูง ( A-NET) ใน 3 รายวิชาได้แก่ ภาษาอังกฤษ 2 คณิตศาสตร์ 2 และ วิทยาศาสตร์ 2
4) สำเนาทะเบียนบ้านของผู้สมัคร 1 ชุด ที่แสดงภูมิลำเนาของผู้สมัครในท้องที่ที่ สนับสนุนการศึกษา
5) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้สมัคร 1 ฉบับ
6) หนังสือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนับสนุนการศึกษาในโครงการบัณฑิตคืนสู่สังคม และแบบการสนับสนุนเพื่อการศึกษาต่อในโครงการบัณฑิตคืนสู่สังคมที่เป็นข้อตกลงความร่วมมือการผลิตพยาบาลของชุมชน ระหว่างผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้บริหารโรงพยาบาลในพื้นที่ รวมทั้งการให้ทุนระหว่างการศึกษาและการจ้างงานเมื่อสำเร็จการศึกษา
7) เอกสารที่แสดงการเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน
8) เอกสารแสดงการคัดเลือกผู้สมัครจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่แสดงกระบวนการร่วมคัดเลือกของชุมชน ท้องถิ่นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเช่น โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น
9) ซองจดหมายปิดแสตมป์และจ่าหน้าซองถึงผู้สมัคร เพื่อใช้แจ้งผลการคัดเลือก จำนวน 2 ซอง
4. ค่าระเบียบการและค่าธรรมเนียมการสมัคร
ค่าธรรมเนียมการสมัครคนละ 100 บาท
กำหนดวันรับสมัคร สถานที่จำหน่ายใบสมัครและรับสมัคร วิธีการรับสมัคร
ซื้อใบสมัครและยื่นใบสมัคร พร้อมเอกสารประกอบการสมัคร ได้ที่ งานบริการการศึกษา ชั้น 2
อาคาร 2 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในระหว่างวันที่ 17-24 เมษายน 2551
( เว้นวันหยุดราชการ) โดยผู้สมัครจะต้องไปยื่นเอกสารการสมัครด้วยตนเอง
วันประกาศผลผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ วันที่ 28 เมษายน 2551
วันสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย วันที่ 6 พฤษภาคม 2551
วันประกาศผลผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษา วันที่ 8 พฤษภาคม 2551


วัน เวลาและสถานที่รายงานตัวเข้าศึกษา
1. ผู้สอบได้ตัวจริง รายงานตัว วันที่ 15 พฤษภาคม 2551 ณ สำนักบริหารและพัฒนาวิชาการ อาคารบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2. ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและโรงพยาบาลพื้นที่ ประชุมเพื่อทำความตกลงความร่วมมือ วันที่ 15 พฤษภาคม 2551 ณ คณะพยาบาลศาสตร์
เงื่อนไขต่างๆ คณะพยาบาลศาสตร์จะไม่รับสมัคร ในกรณีที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
ชื่อหน่วยงานที่สามารถติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
1 นายทิพยกาย เปรุนาวิน
โทร. 089-8411769 หรือ E-mail: tipper@kku.ac.th
2.งานบริการการศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร.0-4320-2561
3. web site: //nu.kku.ac.th


อื่นๆทีผู้สมัครจำเป็นต้องทราบ
เนื่องจากโครงการบัณฑิตคืนสู่สังคม เป็นการจัดการศึกษา เพื่อผลิตพยาบาลของชุมชน ให้แก่ชุมชน ท้องถิ่น โดยให้สุขภาพชุมชนเป็นตัวตั้ง ที่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ดำเนินการขึ้น เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปีการศึกษา 2545 ภายใต้การร่วมมือกันระหว่างองค์กรภาคีหลักร่วม ที่สำคัญ 3 ส่วน ประกอบด้วย 1)องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) สถานบริการสุขภาพในท้องถิ่นได้แก่ โรงพยาบาลต่างๆ และ 3) สถาบัน การศึกษา ได้แก่คณะพยาบาลศาสตร์ ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกผู้เข้าศึกษา การรับเข้า การสนับสนุนการศึกษา การจัดการเรียนการสอน ทั้งในหลักสูตรและเสริมหลักสูตร การจ้างงาน และการพัฒนาศักยภาพให้แก่พยาบาลของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการบริหารจัดการเพื่อภารกิจด้านการบริการสาธารณสุขในท้องถิ่น ตามบทบาท หน้าที่ของแต่ละส่วนภาคี ดังนี้
1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในบทบาทเจ้าของพื้นที่ และเป็นเจ้าภาพ ผู้รับผิดชอบตามภารกิจการถ่ายโอนอำนาจการปกครอง ในการจัดระบบบริการสุขภาพในท้องถิ่น มีหน้าที่
1. จัดและดำเนินการคัดเลือกตัวแทนจากชุมชน ท้องถิ่น เพื่อเข้าศึกษาในหลักสูตรโดยร่วมมือกับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
2. จัดการสนับสนุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาในระหว่างการศึกษา เช่น ทุนการศึกษา วัสดุการศึกษา เป็นต้น
3. จัดงบประมาณสนับสนุนเพื่อการวิจัยประเด็นสุขภาพในพื้นที่ สำหรับอาจารย์ บุคลากรทางสุขภาพในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและนักศึกษาพยาบาล โครงการบัณฑิตคืนสู่สังคม
4. จัดหาตำแหน่งและการจ้างงานให้แก่ตัวแทนท้องถิ่นเมื่อสำเร็จการศึกษา
5. จัดระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ ตามภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้พยาบาลของชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ
2) สถานบริการสุขภาพในพื้นที่ ได้แก่ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลจังหวัดที่มีการจัดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในพื้นที่ เป็นหน่วยสำคัญในพื้นที่ ในการเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์ทางวิชาชีพ และการสนับสนุนการจัดการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการจ้างงานพยาบาลวิชาชีพ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นระยะ เพื่อการเสริมสร้างประสบการณ์การบริการพยาบาลการจัดการทางสุขภาพ ที่ต้องการการพัฒนาทักษะทางการพยาบาลด้านต่างๆ ที่ต่อเนื่องและสร้างความเชื่อมโยงบทบาท หน้าที่ระหว่างโรงพยาบาลในพื้นที่และหน่วยบริการสุขภาพในท้องถิ่น ที่ดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการจัดกระบวนการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรวิชาชีพพยาบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมมือการจัดบริการสุขภาพของท้องถิ่นตามประเด็นทางสุขภาพของพื้นที่
3) สถาบันการศึกษาพยาบาล เป็นหน่วยงานเพื่อการจัดการศึกษาวิชาชีพพยาบาล ให้แก่บุคลากรที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คัดเลือกและขอรับการสนับสนุนการเรียนการสอน การจัดประสบการณ์ทางการพยาบาลที่เหมาะสมกับกระบวนการทำงานในพื้นที่ ตามบทบาทของพยาบาลชุมชน การร่วมศึกษาประเด็นทางสุขภาพในพื้นที่ รวมทั้งการกระตุ้นเสริมการจัดการความรู้ทางสุขภาพร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานบริการสุขภาพในพื้นที่ เป็นต้น


ดังนั้น ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษา ในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต โครงการบัณฑิตคืนสู่สังคม ประจำปีการศึกษา 2552 คณะพยาบาลศาสตร์ จึงให้ความสำคัญต่อความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคีเหล่านี้ เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีความพร้อมในด้านการจัดการทรัพยากร เพื่อสนับสนุนการศึกษา การจ้างงานในตำแหน่งพยาบาลที่จะรองรับการทำงานเมื่อสำเร็จการศึกษา นอกเหนือจากการจัดทำแผนงานการจัดการสุขภาพในพื้นที่ระยะยาว ที่ต้องการบุคลากรเพื่อการจัดการที่ชัดเจน และ 2) โรงพยาบาลในพื้นที่ ที่สามารถร่วมจัดการศึกษากับสถาบันการศึกษาได้ตลอดระยะ เวลาการศึกษาของโครงการ เป็นหลักสำคัญ โดยคณะพยาบาลศาสตร์ จะให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมดังกล่าวนี่เท่านั้น โดยให้มีการจัดทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาคี ร่วมการจัดการศึกษา 3 ส่วนนี้ ในการรับเข้าศึกษาและการจัดการศึกษาร่วมกันต่อไป