วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

แนวปฏิบัติสำหรับนักเรียน (STUDENT CODE OF CONDUCT)

แนวปฏิบัติสำหรับนักเรียนต่อโรงเรียนสามพร้าววิทยาเพื่อให้การประพฤติปฏิบัติตนของนักเรียนในโรงเรียน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ก่อให้เกิดการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้เป็นผู้ที่มีระเบียบวินัย มีคุณธรรม จริยธรรมอันดีงาม ส่งผลให้การเรียนการสอนในโรงเรียน บรรลุตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ทางโรงเรียนจึงได้กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับ นักเรียนโรงเรียนสามพร้าววิทยา ดังต่อไปนี้1. นักเรียนต้องทราบกฎระเบียบ ข้อบังคับ แนวปฏิบัติของทางโรงเรียนและประพฤติตน อย่างเคร่งครัด2. นักเรียนต้องสนับสนุนนโยบายของโรงเรียน ให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียน ตั้งใจศึกษา เล่าเรียน ทั้งรักษาระเบียบวินัยและมติของคณะครูอาจารย์ เพื่อให้เกิดผลดี เกิดความก้าวหน้า แก่ตนเองและโรงเรียนด้วยความอุตสาหะ3. นักเรียนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของครู-อาจารย์ ซึ่งชอบด้วยกฎหมาย หรือระเบียบห้ามมิ ให้ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง4. นักเรียนต้องแต่งกายสุภาพสะอาด เรียบร้อยถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียนที่ดี5. นักเรียนต้องประพฤติปฏิบัติตนให้ตรงต่อเวลา รับผิดชอบต่อหน้าที่ในการมาโรงเรียน การเข้าเรียน ตลอดจนเอาใจใส่ต่อการเรียนด้วยความวิริยะอุตสาหะ6. นักเรียนต้องหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอบายมุขและสิ่งเสพย์ติดทุกประเภทอย่างเด็ดขาด7. เรียนต้องเข้าร่วมกิจกรรมและช่วยเหลือการงานของโรงเรียน บิดามารดา ผู้ปกครอง ตามความสามารถด้วยความเต็มใจ 8. นักเรียนต้องช่วยกันดูแล บำรุงรักษาทรัพย์สินของโรงเรียนและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของตนเอง ตลอดจนแนะนำบุคคลอื่น ให้ปฏิบัติตามด้วย9. นักเรียนต้องไม่พูดส่งเสียงหรือกระทำใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความรำคาญหรือรบกวนผู้อื่น ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียนหรือชุมชน10. นักเรียนช่วยกันดูแลบำรุงรักษาอนุรักษ์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอก โรงเรียนให้มีบรรยากาศที่ดีอยู่เสมอ11. นักเรียนต้องช่วยกันสอดส่องดูแลด้านความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยทั้งในและนอกห้องเรียน12. นักเรียนต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต
แนวปฏิบัติสำหรับนักเรียนต่อเพื่อนนักเรียน1. มีความรักความสามัคคีในหมู่คณะ2. มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีน้ำใจต่อเพื่อน3. มีความสุภาพเรียบร้อยอ่อนน้อมถ่อมตน4. ไม่ติดสารเสพติดไม่ชักชวนเพื่อนไปในทิศทางที่ไม่ดี5. ไม่ข่มเหงรังแกเพื่อน6. ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเพื่อนในด้านต่าง ๆ เช่น การเรียน การกีฬา การบำเพ็ญประโยชน์7. เป็นผู้มีระเบียบวินัย8. เป็นผู้มีความรับผิดชอบ9.ให้คำแนะนำเพื่อนในการปฏิบัติตนในทางที่ดีงาม
แนวปฏิบัติสำหรับนักเรียนต่อตนเองและครอบครัว1. นักเรียนต้องพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีสุขภาพอนามัย แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจอารมณ์ สังคม มีความกระตือรือร้นในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน2. นักเรียนต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนของบิดามารดาด้วยความเคารพต่อหน้าและลับหลัง3. นักเรียนต้องประพฤติตนให้เหมาะสม กับสภาพของความเป็นนักเรียนที่ดีทั้งในและนอกโรงเรียน4. นักเรียนต้องฝึกฝนตนเองให้เป็นผู้มีระเบียบวินัยในตนเอง และเคารพกฎหมายบ้านเมือง5. นักเรียนต้องพัฒนาตนเองให้ทันต่อข่าวสาร และเหตุการณ์บ้านเมืองและของโลก6. นักเรียนต้องช่วยเหลือบิดามารดา ผู้ปกครองตามความสามารถและโอกาส
แนวปฏิบัติสำหรับนักเรียนต่อชุมชน1.นักเรียนต้องประพฤติตนให้เหมาะสมกับสภาพของการเป็นนักเรียนที่ดีทั้งในและนอกโรงเรียนเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีต่อบุคคลอื่น2.นักเรียนต้องมีมารยาทที่ดีงาม สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตนทั้งกาย วาจา ใจ ตลอดจนมี สมมาคารวะต่อบุคคลอื่น ตามความเหมาะสม3.นักเรียนต้องประพฤติตนตามกฎระเบียบ ของสังคมและกฎหมายบ้านเมือง 4.นักเรียนต้องประพฤติตนให้เป็นพลเมืองดีของสังคมและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม และชุมชนของตน5.นักเรียนต้องประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีในทุก ๆ ด้านต่อชุมชน6.นักเรียนทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรอย่างเคร่งครัดทั้งในและนักโรงเรียน
แนวปฏิบัติกรณีนักเรียนมาโรงเรียนสายเพื่อให้การปฏิบัติของนักเรียนเป็นแบบอย่างอันเดียวกัน ในกรณีที่นักเรียนมาโรงเรียนสาย หรือเข้ามาในโรงเรียนช้ากว่าเวลา 08.15 น. จึงกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติของนักเรียนดังนี้1.“การมาโรงเรียนสาย” หมายถึง1.1 การเข้ามาในบริเวณโรงเรียนช้ากว่าเวลา 08.15 น. 1.2 การไม่อยู่ร่วมพิธีเคารพธงชาติ โดยได้พิจารณาแล้วเห็นว่า อยู่ในขอบข่าย การมาโรงเรียนสาย2.ให้มีหลักปฏิบัติในกรณีที่นักเรียนมาโรงเรียนสายดังนี้2.1 นักเรียนมาโรงเรียนสายจะต้องขอรับบัตร อนุญาตเข้าชั้นเรียนจากฝ่ายปกครอง2.2 นักเรียนนำบัตรอนุญาตเข้าชั้นเรียนไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาอาจารย์ผู้สอนในเวลานั้น เพื่ออาจารย์ลงลายมือชื่อเพื่อทราบ และอนุญาตให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนได้2.3 ภายหลังเลิกเรียนคาบสุดท้ายให้นักเรียนนำบัตรเข้าชั้นเรียนไปส่งคีนที่ฝ่ายกิจการนักเรียน เพื่อจะได้พิจารณาโทษตามระเบียบว่าด้วยการมาโรงเรียนสายต่อไป3.ให้หัวหน้าฝ่ายกิจการนักเรียนรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัตินี้
แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการลาของนักเรียน1.ทุกครั้งที่นักเรียนไม่มาโรงเรียน จะต้องมีใบลาจากผู้ปกครอง เพื่อแจ้งขออนุญาตถึงอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ประจำรายวิชา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการออกจากบ้านแต่ไม่ถึงโรงเรียนแต่กลับบ้านตรงเวลา2.ใบลาดังกล่าวต้องลงนามโดยผู้ปกครอง ที่มอบลายมือชื่อตัวอย่างไว้กับโรงเรียน3.ต้องใช้ใบลาตามแบบที่โรงเรียนกำหนดไว้เท่านั้น4.กรณีที่นักเรียนไม่ส่งใบลาถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง เพราะเป็นการแสดงเจตนาที่จะปกปิดไม่ต้องการให้ผู้ปกครองและโรงเรียนทราบ ดังนั้นโรงเรียนจะลงโทษตามสมควรแล้วแต่กรณี
แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการทำความเคารพของนักเรียนเพื่อเป็นการปลูกฝังให้นักเรียนเป็นผู้ที่มีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน และอนุรักษ์ไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทย ทั้งยังเพื่อให้เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม จึงได้กำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการทำความเคารพของนักเรียนโรงเรียนสามพร้าววิทยา ดังต่อไปนี้1.การทำความเคารพครู-อาจารย์เมื่ออยู่ในห้องเรียน หรือห้องพักครู-อาจารย์1.1เมื่อครู-อาจารย์เข้าห้องสอนทุกครั้ง ให้หัวหน้านักเรียนหรือตัวแทนบอกทำความเคารพ โดยใช้คำว่า “นักเรียนเคารพ” ให้นักเรียนในห้องทุกคนยืนตรง ทำความเคารพด้วยการยกมือไหว้และกล่าวว่า “สวัสดีครับ,สวัสดีค่ะ” พร้อมกัน แล้วนั่งลง1.2เมื่อหมดเวลาเรียนครู-อาจารย์กำลังจะออกจากห้องเรียน ให้หัวหน้าหรือตัวแทนบอกทำความเคารพ โดยใช้คำว่า “นักเรียนเคารพ” ให้นักเรียนทุกคนยืนขึ้นแล้วยกมือไหว้ พร้อมกับกล่าวคำว่า “ขอบคุณครับ,ขอบคุณค่ะ” พร้อม ๆ กัน 1.3 ในกรณีที่ครู-อาจารย์เข้ามาในห้องเรียนแล้ว และนั่งเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว หรือครู-อาจารย์บอกให้หัวหน้าห้องหรือตัวแทนบอกทำความเคารพหลังจาก หมดเวลาเรียนก่อนที่ครู-อาจารย์จะออกจากห้องแต่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องอยู่ ตามข้อ 1.1 และข้อ 1.2 ให้หัวหน้าห้องหรือตัวแทน บอกทำความเคารพ โดยใช้คำว่า “นักเรียนกราบ” ให้นักเรียนทุกคนก้มลงกราบบนหลังโต๊ะเรียน ของตนเองด้วยความสุภาพอ่อนน้อม พร้อมกับพูดคำว่า “สวัสดีครับ,สวัสดีค่ะ” ในข้อ 1.1 และคำว่า “ขอบคุณครับ,ขอบคุณค่ะ”ในกรณีข้อ 1.2 1.4เมื่อครู-อาจารย์สนทนาซักถาม หรือพูดคุยกับนักเรียนที่กำลังนั่งทำงานอยู่ ให้นักเรียนยืนขึ้นพูดกับครู-อาจารย์ในท่ายืนตรง ถ้ามีข้อสงสัยที่จะถามครู-อาจารย์ในขณะ ที่ครู-อาจารย์กำลัง ทำการเรียนการสอนอยู่ ให้ยกมือขึ้น จะพูดหรือถามได้ หลังจากที่ ครู-อาจารย์ได้อนุญาตแล้วเท่านั้น2.การทำความเคารพครู-อาจารย์นอกห้องเรียน2.1การทำความเคารพขณะที่เข้าแถว ในการเรียนวิชาภาคปฏิบัติ หรือการเข้าแถว ประกอบกิจกรรมหน้าเสาธงตอนเช้า เมื่ออาจารย์ผู้สอน หรืออาจารย์ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการประกอบกิจกรรม หรือให้การอบรมมาถึงบริเวณหน้าแถวให้ประธานผู้นำหรือหัวหน้าห้องสั่ง นักเรียนคนอื่นทำความเคารพ ด้วยคำว่า “นักเรียนทั้งหมดแถวตรง ทำความเคารพ” นักเรียนทุกคนปฏิบัติยืนในท่าตรงยกมือไหว้และกล่าวทักทายพร้อมกัน เหมือนในข้อ 1.1 และเมื่อหมดคาบ หรือเสร็จสิ้นการอบรม ให้ประธานนักเรียน ผู้นำหรือหัวหน้าห้อง นำกล่าวขอบคุณ ด้วยคำว่า “นักเรียนทั้งหมดแถวตรง ทำความเคารพ” นักเรียนทุกคนอยู่ในท่าตรง ยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณเหมือนในข้อ 1.2 2.2 เมื่อพบหรือเดินสวนทางกับครู-อาจารย์ ให้นักเรียนแสดงความเคารพโดยการหยุดยืนตรง ยกมือไหว้ด้วยอาการสำรวม ถ้าเป็นการพบกันครั้งแรกให้กล่าวทักทาย ด้วยคำว่า “สวัสดี…….(ครับ/ค่ะ) ถ้านักเรียนถือสิ่งของอยู่ให้วางสิ่งของก่อน แต่ถ้าไม่สะดวกในการที่จะวางให้หยุดยืนตรงแล้วโค้งคำนับด้วยอาการสำรวม2.3 ถ้ามีกิจเร่งรีบจะเร่งแซงขึ้นหน้าครู-อาจารย์หรือผู้ใหญ่ที่กำลังเดินอยู่ข้างหน้าให้นักเรียนกล่าวคำว่า “ขออนุญาต……(ครับ/ค่ะ) แล้วเดินก้มศีรษะแต่พองามผ่านไปด้วยอาการสำรวม2.4 ถ้ามีครู-อาจารย์หรือผู้ใหญ่นั่งหรือยืนอยู่กับที่ ควรเดินเลี่ยงให้ห่างหรือเดินก้มตัวแต่พองามผ่านไป2.5ในกรณีที่มีผู้มาตรวจเยี่ยม มีแขกผู้ใหญ่หรือผู้ที่ควรแก่การเคารพ ให้แสดงความ เคารพเช่นเดียวกับการทำความเคารพครู-อาจารย์ในโรงเรียน3. การทำความเคารพครู-อาจารย์นอกบริเวณโรงเรียนเมื่อพบครู-อาจารย์นอกบริเวณโรงเรียน ให้แสดงความเคารพโดยการยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวว่า “สวัสดี” ด้วยกิริยาสุภาพอ่อนน้อม4.การเข้าพบครู-อาจารย์4.1 เมื่อจะเข้าพบครู-อาจารย์ให้ยืนตรงแล้วยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวคำว่า “ขออนุญาต…..(ครับ/ค่ะ)” เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงเดินเข้าไปพบ หยุดยืนอยู่ห่างจากครู-อาจารย์ พอประมาณ4.2 หากกรณีที่พบครู-อาจารย์นั่ง ให้นักเรียนอยู่ในท่าคุกเข่าอยู่ในท่าสำรวม และเมื่อจะกลับออกไปให้แสดงความเคารพด้วยการไหว้ แล้วจึงเดินเข่าถอยหลังออกไป พอประมาณจึงลุกขึ้นเดินกลับ4.3 การไหว้ ให้ยืนในท่าตรงยกมือขึ้นประนมระหว่างอก ก้มศีรษะลง ปลายนิ้วชี้ทั้งสองจรดระหว่างคิ้ว นักเรียนหญิงให้ย่อตัวลงพองามขณะไหว้ การแสดงความเคารพโดยการไหว้ที่สำรวมและสวยงาม เป็นการบ่งบอกถึงความเป็นผู้เจริญ และเป็นเอกลักษณ์ของนักเรียนโรงเรียนสามพร้าววิทยา

18 วิธีการเป็นนักเรียนที่ดี

ทุกคนเมื่ออยู่ในวัยเรียน ก็ต้องอยากเป็นนักเรียนที่ดีของอาจารย์ เพราะส่วนมากอาจารย์ก็จะชอบเด็กที่มีความประพฤติดีและเรียนเก่ง เอาล่ะ…ใครเป็นนักเรียนแตกแถว เข้ามาดูวิธีง่ายๆที่จะเปลียนตัวเองให้เป็นที่รักของอาจารย์ทางนี้ดีกว่า…
1. ต้องมีการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะสอบย่อย สอบMid Term สอบFinal สอบปากเปล่า
2. อ่านหนังสือล่วงหน้าก่อนที่จะมีการเรียนการสอนทุกครั้ง เพื่อจะได้เข้าใจง่ายขึ้นเวลาอาจารย์สอน
3. ตั้งใจฟังอาจารย์สอน แม้อ่านมาแล้วเข้าใจแล้วก็ต้องสนใจ ไม่ควรชวนเพื่อนคุยเพราะเป็นการรบ
กวนเพื่อน
4. เมื่อตั้งใจฟังแล้วก็ต้องจดโน้ตย่อส่วนที่อาจารย์เน้นไว้มากๆ หรือเราเห็นว่าสำคัญ อาจเป็นข้อสอบก็ได้
5. ขณะที่เรียนเมื่อไม่เข้าใจ รีบถามเพื่อนหรืออาจารย์ทันที ปล่อยไว้อาจทำให้สับสนมากขึ้น
6. ทบทวนสิ่งที่เรียนมาเมื่อกลับบ้าน ถ้าสงสัยเรื่องไหนก็จดไว้ไปถามอาจารย์
7. หาคู่มือดีๆมาอ่านเพิ่มเติม
8. ควรฝึกทำโจทย์ยากๆในวิชาคำนวณ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี แต่ไม่ควรดูเฉลยก่อนคิดเอง เพราะโจทย์บางข้ออาจทำได้หลายวิธี
9. ควรมีสมาธิมากๆ เมื่ออ่านวิชาที่ต้องใช้ความจำ เช่น สังคมศึกษา ภาษาไทย พระพุทธศาสนา
10. วิชาตรรกวิทยา จิตวิทยา ชีววิทยา กฎหมาย เราต้องอ่านให้เข้าใจถ่องแท้ แล้วเอาความเข้าใจมาดัดแปลงประยุกต์ใช้กับโจทย์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจ
11. วิชาภาษาอังกฤษ การฝึกอ่านสม่ำเสมอจากเรื่องง่ายๆไปเรื่องยากๆ เป็นการฝึกความชำนาญและคล่องตัว
12. เมื่ออ่านแล้วควรจดศัพท์เก็บไว้ เปิดหาความหมายใน dictionary และควรท่องจำด้วย
13. ควรฝึกการเขียน เช่น เขียนจดหมาย , e-mail หรือ icq ถึงเพื่อนต่างประเทศ หรือเขียนไดอารีเป็นภาษาอังกฤษ
14. ควรฝึกพูดโดยฟังจากเทปวีดีโอภาษาอังกฤษ หรือฟังเพลงสากล หรือดูภาพยนตร์ต่างประเทศที่เป็น soundtrack และมี Thai – subtitle ด้วย จะช่วยให้เราชินกับสำเนียง และฝึกภาษาด้วย หรือจะเข้าไปพูดกับชาวต่างประเทศได้ยิ่งดี
15. เมื่อเราพูดภาษาอังกฤษ อย่ากลัวว่าจะพูดผิด ถือว่าผิดเป็นครู
16. เริ่มจริงกับภาษาอังกฤษตั้งแต่วันนี้ เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญ และคะแนนภาษาอังกฤษในการสอบเอนทรานซ์ก็สำคัญมาก รวมทั้งใช้ในการสมัครงานด้วย
17. ควรเลือกคบเพื่อนที่เรียนเก่งไว้บ้าง เพราะเวลาที่เราไม่เข้าใจก็ถามเขาได้
18. เมื่อถึงช่วงสอบ การทำจิตใจให้สบาย กินให้อิ่ม นอนแต่หัวค่ำตื่นเช้าๆ และเตรียมพรอมอยู่เสมอ
เพียงเท่านี้ เราก็เป็นนักเรียนที่ดีของอาจารย์ และพ่อแม่ด้วย แต่สิ่งที่ไม่ควรลืม คือ เป็นนักเรียนมีหน้าที่ต้องเรียน ควรขยันและตั้งใจเรียนตั้งแต่วันนี้…

พูดอย่างฉลาด อย่างไรลักษณะการพูดที่ดี??

ลักษณะการพูดที่ดี1.ถูกจังหวะเวลาคู่สนทนาพร้อมจะพูด หรือติดงานยุ่งใจกับเรื่องอื่นหรือไม่ ต้องมีอารมณ์ร่วมอาจถามว่าเขาพร้อมจะฟัง ขอเวลาผมปรึกษาเรื่องนี้ ท่านพอมีเวลาให้อย่าพูดแทรกขณะที่เขาพูดต่อเนื่องไม่จบ เว้นแต่มีเหตุผล แต่ต้องนำว่า ผมขออนุญาตชี้แจงตรงนี้ครับ...ใช้เวลาให้พอดี และไม่พูดเดาดักหน้าต่อข้อความของเขาเพื่อโชว์ว่าฉันรู้ดี2.ภาษาเหมาะสมต้องเป็นภาษาสุภาพเข้ากับ เด็ก ผู้ใหญ่ เพื่อน หัวหน้า ผู้หญิง ผู้ชาย้ ความสนิทสนมต้องเข้ากับสถานที่และเวลาโอกาส เช่นในที่ประชุม หรือที่มีคนไม่สนิทอยู่ด้วยต้องเรียบง่ายได้ใจความ ไม่ใช้คำศัพท์เฉพาะทาง และกะทัดรัดตรงประเด็นโดยเฉพาะทางธุรกิจต้องไม่เยิ่นเย้อยืดยาดไม่ใช้คำพูดดูถูกเหยียดหยามบุคคลที่สาม ไม่ใช้คำบ่งว่าต่ำศักดิ์กว่า บ้านนอก ขี้ข้า 3.เนื้อหาชวนติดตามลำดับเนื้อความเป็นระเบียบต่อเนื่องอย่างมีเหตุผล ถ้ามีหลายหัวเรื่องว่าให้จบเป็นข้อๆไปอย่าสับไปสับมา ทำให้สับสน หมดความตั้งใจฟังรู้จักผูกเรื่องที่ใกล้ตัวคนฟังโยงมาสู่เรื่องที่พูด อย่าพูดตัวเลขสถิติมากจนน่าเบื่อมาก4.น้ำเสียงชวนน่าฟังเน้นเสียงหนักเบา นุ่มชวนฟัง ใส่อารมณ์ให้กับบางคำพูดบ่งชี้ว่าตอนนี้นะสำคัญ เพื่อเขาตื่นตัวและคล้อยตามผู้พูดจึงควรเว้นพูดเสียงเนิบนาบราบรียบต่อเนื่องแบบท่องหนังสือชวนให้ง่วงหลับ แล้วต้องมีลีลาช้า เร็ว เว้นจังหวะหยุดพูดบ้างเพื่อดึงความสนใจว่า เราจะพูดอะไรต่อ ดูจากแววตาสีหน้า เนื้อหาสำคัญต้องพูดช้าชัดๆเพื่อเขาจะได้ทำความเข้าใจจดจำได้น้ำเสียงสีหน้าผู้พูดยิ้มแย้มแสดงความจริงใจ ผู้ฟังสบายใจ ตรงข้ามกับเสียงเย่อหยิ่ง ประชดประชันคนอื่น5.กิริยาท่าทางดีพยายามสบตากับผู้ฟัง ดวงตาเป็นสะพานเชื่อมต่อกับความรู้สึกภายในใจโดยตรงสื่อว่า เราเป็นมิตร ความเห็นอกเห็นใจ เรากระตือรือร้นควรเริ่มต้นสบตาทันทีที่เริ่มพูด แต่ต้องไม่ตลอดไป ควรหันไปทางอื่นด้วยป้องกันความอึดอัดเกิดกับผู้ฟังถ้าพูดกับคนจำนวนมากต้องส่งสายตาไปคนหลังสุดก่อนแล้วจึงมองไปทั่วๆ อย่าเพ่งจ้องคนใดโดยเฉพาะกริยาดีต้องนั่งหลังตรง กับเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แสดงว่าสนใจอีกฝ่าย แล้วอย่าเองไปพิงหลังกอดอก แสดงการตีตัวออกห่างไม่อยากพูดด้วยนะเองแล้วอย่าอยู่นิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้ง ต้องขยับบ้างเล็กน้อย แสดงมือประกอบได้เล็กน้อย แต่อย่าหลุกหลิก อย่าฃี้หน้าผู้ฟัง และถ้ายิ้มได้ควรยิ้มให้ผู้ฟัง6.อารมณ์ขันเป็นยาดำสอดแทรกอารมณ์ขันที่ดีแบบสุภาพ แนบเนียน ไม่อนาจารทำให้เกิดอารมณ์ร่วมกับผู้ฟังได้ดีมาก สิ่งต้องระวังคือ อย่าเอาเรื่องส่วนตัวคนอื่นมาเป็นตลกให้คนอื่นหัวเราะ อย่าพูดตลกในสถานที่ราชการ ในพิธีไม่พูดเรื่องตลกที่คนส่วนใหญ่ฟังมาแล้ว7.ให้ผู้ฟัง คู่สนทนามีส่วนร่วมตั้งคำถามเล็กๆ หรือขอความเห็นอย่างอื่นจากผู้ฟัง เปิดโอกาสให้ซักถามประเด็นที่ติดใจ หรือขอความช่วยเหลือจากผู้ฟังให้หยิบสิ่งของโชว์8.เป็นธรรมชาติและเป็นตัวของตัวเองมีลีลาพูดเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย คุยแบบสนุก ทำมือไม้อยู่ไม่สุขเพื่อดึงดูดความสนใจ เป็นจุดเด่นของตัวเอง แต่อย่าเลียนแบบคนดังท่าทางภาษา สำนวนภาษาที่เราถนัด ที่เตรียมมา จะเป็นจุดเด่น เป็นเอกลัษณ์ของเรา9.วิเคราะห์คู่สนทนาว่า ชอบและสนใจสิ่งไหนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วตั้งแต่แรกเห็นแล้วว่า เราจะต้องพูดกับใคร คนวัยไหน อยู่วงการอะไร ฐานะตำแหน่ง สภาพจิตใจ เขาจะมีความสนใจอะไรส่วนตัวเป็นพื้นนิสัยเป็นช่องทางเปิดให้เรารุกเข้าไปนั่งในใจเขาอย่างไม่ยากแต่อย่าทำแบบโฉ่งฉ่างอีกฝ่ายจับได้สรุปการพูดที่ดีไม่ใช่ตัวหนังสือ การท่องจำ แต่เป็นการกระทำ ถึงเวลาต้องแสดงออก ต้องมีความมั่นใจสูง แต่งตัวดีตามโอกาสและสถานที่ ไปก่อนเวลาพอสมควรสุขภาพต้องดี พกข้อมูลไปเต็มร้อย เตรียมตัวมาดี เอาตัวรอดปัดป้องข้อโจมตีได้สวยงาม แต่อย่าโต้ตอบจนน่าเกลียด รู้จักชมและยกย่องผู้ฟังอย่างสวยงามสุดท้ายให้มีความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ปิดท้ายด้วยการแสดงความขอบคุณรู้สึกอบอุ่นใจทั้งสองฝ่ายผู้พูดและผู้ฟัง(ตอบตามแนวคู่มือพัฒนาทักษะการพูดอย่างฉลาด)

ข้อแนะนำ 10 ประการ ในการฝึกฝนตนเองเป็นนักพูดที่ดี

1. พูดเรื่องที่เรารู้ดีที่สุด 2. เตรียมตัวให้พร้อม ความพร้อมทำให้ไม่ประหม่า หรือถ้าเคยประหม่ามากก็จะประหม่าน้อยลง 3. สร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง บอกกับตัวเองว่า “เรื่องนี้ หัวข้อนี้ สำหรับที่นี่ ฉันรู้ดีที่สุด” แล้วพูดไปเลย 4. ถ้าทำทั้งสามข้อแล้วยังไม่หายประหม่า มีข้อแนะนำคือ สูดลมหายใจลึก ๆ หรือดื่มน้ำสักแก้ว บอกตัวเองในใจว่า “วันนี้สู้ตาย” อย่าบอกว่า “วันนี้ต้องตายแน่ ๆ” รวบรวมสติและกำลังใจ พูดเสียงดังตั้งแต่คำแรก หรือประโยคแรก แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น 5. แต่งกายให้สะอาด เรียบร้อย เหมาะสม 6. ปรากฏกายอย่างกระตือรือร้น ทำตนให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า แสดงถึงความพร้อม ความเต็มใจที่ จะพูด นอกจากจะทำให้คนฟังรู้สึกอยากฟังแล้ว ยังช่วยโน้มนำจิตใจของเราให้อยากพูด อยากแสดงออกมาอีกด้วย 7. ใช้กริยาท่าทางประกอบการพูดไปด้วย อย่ายืนนิ่ง ๆ และอย่าให้มือเกะกะวุ่นวาย ใช้ให้พอเหมาะและตรงกับเรื่องที่พุด กริยาท่าทางต้องใช้เสริมการพุด ไม่ใช่ขัดขวางหรือทำลายความสนใจในการพูด “จงพูดจากความรู้สึกที่จริงใจ แล้วท่าทาง มือไม้ของท่านจะเป็นไปเองตามธรรมชาติ” 8. พยายามสบสายตากับผู้ฟัง การสบสายตาเป็นวิธีหนึ่งที่จะดึงความสนใจของผู้ฟัง ถ้าเรามองหน้าผู้ฟัง ผู้ฟังก็จะมองเรา เวลาพูดอย่าหลบตาผู้ฟัง อย่ามองพื้น มองเพดาน มองต้นฉบับ หรือมองข้ามผู้ฟังออกไปข้างนอก เมื่อใดการสื่อสารทางสายตาขาดหายไป การสื่อสารทางจิตใจก็ขาดลง 9. ใช้น้ำเสียงให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือ พูดให้เหมือนกับการคุยกัน อย่าดัดเสียงให้ผิดไปจากธรรมชาติ เสียงของนักพูดที่ดีมิได้หมายความว่า ต้องหวาน กังวานไพเราะเหมือนเสียงนักร้อง แต่หมายความว่าต้องเป็นเสียงที่ออกมาจากความรู้สึกที่จริงใจ เต็มไปด้วยพลัง มีชีวิตชีวา สามารถตรึงผู้พูดเอาไว้ได้ “ธรรมชาติของเสียงเราปรับปรุงไม่ได้ แต่บุคลิกภาพของเสียงสามารถปรับปรุงได้” ดังนี้ พูดให้เสียงดังฟังชัด จังหวะการพูดอย่าให้ช้าหรือเร็วเกินไป จังหวะการพูดอย่าให้ช้าเกินไป จะทำให้น่าเบื่อ และอย่ารัวหรือเร็วเกินไป จะทำให้ฟังไม่ทัน พูดให้ได้จังหวะพอดี อย่าพูดเอ้อ – อ้า ทำให้เสียเวลา เสียรสชาติของการพูด ทำให้ผู้ฟังรำคาญ “เอ้อ..เสียเวลา อ้า…เสียคน” อย่าพูดเหมือนอ่านหนังสือ หรือท่องจำ ใส่ความกระตือรือร้นลงไปในน้ำเสียง ใส่อารมณ์ ความรู้สึก อย่าพูดราบเรียบ ขณะพูด ใช้เสียงหนัก– เบา ใช้เสียงสูง – ต่ำ มีการเว้นจังหวะการพูด การทอดเสียง การเว้นจังหวะ การรัวจังหวะการพูด การหยุดหายใจเล็กน้อยก่อนหรือหลังคำพูดที่สำคัญ ๆ 10. การพูดที่ดีต้องมีการยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น พยายามหาเรื่องสนุกสนานมาสอดแทรก แต่อย่าให้ตลกโปกฮาเสียจนขาดเนื้อหาสาระ ให้มีลักษณะ “ฟังสนุก และ มีสาระ” บ้า

มารยาทในการฟัง

มารยาทในการฟัง 1. เมื่อฟังอยู่เฉพาะหน้าผู้ใหญ่ ควรฟังโดยสำรวมกิริยามารยาท ฟังด้วยความสุภาพเรียบร้อย และตั้งใจฟัง 2. การฟังในที่ประชุม ควรเข้าไปนั่งก่อนผู้พูดเริ่มพูด โดยนั่งที่ด้านหน้าให้เต็มก่อนและควรตั้งใจฟังจนจบเรื่อง 3. จดบันทึกข้อความที่สนใจหรือข้อความที่สำคัญ หากมีข้อสงสัยเก็บไว้ถามเมื่อมีโอกาสและถามด้วยกิริยาสุภาพ เมื่อจะซักถามต้องเลือกโอกาสที่ผู้พูดเปิดโอกาสให้ถาม หรือยกมือขึ้นขออนุญาตหรือแสดงความประสงค์ในการซักถาม ถามด้วยถ้อยคำสุภาพ และไม่ถามนอกเรื่อง 4. มองสบตาผู้พูด ไม่มองออกนอกห้องหรือมองไปที่อื่น อันเป็นการแสดงว่าไม่สนใจเรื่องที่พูด และไม่เอาหนังสือไปอ่านขณะที่ฟัง หรือนำอาหารเครื่องดื่มเข้าไปรับประทานระหว่างฟัง 5. ฟังด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเองกับผู้พูด แสดงสีหน้าพอใจในการพูด ไม่มีแสดงกิริยาก้าวร้าว เบื่อหน่าย หรือลุกออกจากที่นั่งโดยไม่จำเป็นขณะฟัง6. ฟังด้วยความสุขุม ไม่ควรก่อความรำคาญให้บุคคลอื่น ควรรักษามารยาทและสำรวมกิริยา ไม่หัวเราะเสียงดังหรือกระทืบเท้าแสดงความพอใจหรือเป่าปาก 7. ฟังด้วยความอดทนแม้จะมีความคิดเห็นขัดแย้งกับผู้พูดก็ควรมีใจกว้างรับฟังอย่างสงบ 8. ไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟัง ควรฟังเรื่องให้จบก่อนแล้วค่อยซักถามหรือแสดงความคิดเห็น 9. ควรให้เกียรติวิทยากรด้วยการปรบมือ เมื่อมีการแนะนำตัวผู้พูด ภายหลังการแนะนำ และเมื่อวิทยากร พูด จบ

รับสารด้วย 'การฟัง'

1. ความหมายของการฟัง
การฟัง คือ การรับรู้ความหมายจากเสียงที่ได้ยิน เป็นการรับสารทางหูการได้ยินเป็นการเริ่มต้นของการฟังและเป็นเพียงการกระทบกัน ของเสียงกับประสาทตามปกติ จึงเป็นการใช้ความสามารถทางร่างกายโดยตรง ส่วนการฟังเป็นกระบวนการทำงานของสมองอีกหลายขั้นตอน ต่อเนื่องจากการได้ยินเป็นความสามารถที่จะได้รับรู้สิ่งที่ได้ยิน ตีความและจับความสิ่งที่รับรู้นั้นเข้าใจและจดจำไว้ ซึ่งเป็นความสามารถทางสติปัญญา
2. จุดมุ่งหมายของการฟัง
เวลาเราฟังเรามักไม่ทันคิดว่า เราฟังเพื่อความมุ่งหมายอะไรแต่เรารู้ว่า เมื่อเราไปฟังดนตรี เราฟังเพื่อความเพลิดเพลินและความสุขใจเป็นสำคัญ เมื่อไปฟังปาฐกถาเราอาจฟังเพื่อให้ได้รับความรู้และได้รับความเพลิดเพลินด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ดีหากเรากำหนดจุดมุ่งหมายในการฟังแต่ละครั้งแต่ละเรื่องไว้ก็ จะทำให้เราตั้งใจฟังทำให้เกิดความเข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่ฟัง และได้รับประโยชน์จากการฟังอย่างเต็มที่
เราพอจะแบ่งจุดมุ่งหมายของการฟังออกได้ดังนี้1) การฟังเพื่อติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวัน2) การฟังเพื่อความเพลิดเพลิน3) การฟังเพื่อรับความรู้4) การฟังเพื่อได้คติชีวิตและความจรรโลงใจ
3. ประโยชน์ของการฟัง
สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประการใหญ่ ๆ ดังนี้
1. ประโยชน์ต่อตนเอง
1.1) การฟังที่ดีเป็นพฤติกรรมของผู้มีมารยาทในการเข้าสังคม ในวงสนทนาหรือในสถานที่และโอกาสต่างๆ ไม่มีผู้พูดคนใดที่ชอบให้คนอื่นแย่งพูดหรือไม่ยอมฟังคำพูดของตนเอง การฟังจึงเป็นพฤติกรรมที่ช่วยสร้างบรรยากาศของความเป็นมิตรทำให้เกิดความเข้าใจ การยอมรับและความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
1.2) การฟังที่ดีทำให้เราได้รู้เรื่องราวที่ฟังโดยตลอด สามารถเข้าใจข้อความสำคัญของเรื่องที่ฟังและจุดมุ่งหมายของผู้พูด
1.3) การฟังที่ดีช่วยสามารถพัฒนาสมรรถภาพการใช้ภาษา ในทักษะด้านอื่น ๆ กล่าวคือการฟังช่วยให้ผู้ฟังเรียนรู้กระบวนการพูดที่ดีของคนอื่น นับตั้งแต่การเลือกหัวข้อหรือประเด็นในการพูด การปรับปรุงบุคลิกภาพในการพูด และวิธีการเสนอสารที่มีประสิทธิผล
1.4) การฟังที่ดีเป็นพื้นฐานที่ทำให้เกิดสมรรถภาพทางความคิด ผู้ฟังได้พัฒนาพื้นฐานความรู้ และสติปัญญาจากการรวบรวมข้อมูลและข้อคิดต่างๆ จากการฟัง
1.5) การฟังที่ดีทำให้เราได้เพิ่มศัพท์ และเพิ่มพูนการใช้ถ้อยคำภาษาได้อย่างรัดกุมและเหมาะสม ผู้ฟังจะสังเกตการใช้ศัพท์และถ้อยคำของผู้พูด ศึกษาวิธีการใช้ถ้อยคำหรือสำนวนโวหารจากผู้พูดแล้วจดจำ ไปเป็นแบบอย่างในการพูดและการเขียน
2. ประโยชน์ต่อสังคม
การฟังที่ดีเป็นกระบวนการสื่อสารที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ในแง่ที่ผู้ฟังนำความรู้แง่คิดต่างๆไปใช้ โดยผู้ฟังเองได้รับผลดีจากการปฏิบัติ และสังคมได้ประโยชน์ทางอ้อม ตัวอย่างเช่น การฟังการอภิปรายเรื่อง การรักษาสุขภาพ ส่วนบุคคล ผู้ฟังได้รับความรู้แนวคิดต่างๆ ในการรักษาสุขภาพจากการฟัง ถ้าผู้ฟังนำไปปฏิบัติตาม ผู้ฟังย่อมมีสุขภาพ พลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ในขณะเดียวกัน สังคมนั้นจะมีสมาชิกของสังคมที่มีสุขภา พที่แข็งแรง สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. หลักการฟัง
การฟังที่ดีมีหลักสำคัญในการฟังดังนี้1) ฟังให้ตรงความหมาย2) ฟังเพื่อจับใจความสำคัญ3) ฟังเพื่อหาข้อโต้แย้ง หรือคล้อยตาม4) ฟังเพื่อความรู้
ในการฟังแต่ละครั้ง อาจมีจุดมุ่งหมายในการฟังสองหรือสามประการในการฟังแต่ละครั้งดังนั้น เราจะสังเกตเห็นในการฟังแต่ละครั้งนั้น บางทีเราฟังการอภิปรายเราต้องใช้เหตุผลในการฟังคือเราต้องใช้การฟังเพื่อหาข้อโต้แย้ง หรือคล้อยตามหรือการฟังสารเพื่อความจรรโลงใจเราต้องใช้เหตุผลในการ ฟังแตกต่างกันออกไป

การฟังที่ดี

ปัญหาความขัดแย้ง เป็นเรื่องธรรมดาในการอยู่ร่วมกันหรือคบค่าสมาคมกัน เพราะสังคมประกอบด้วยบุคคลหลาย ๆ รูปแบบ มาจากครอบครัวที่ต่างกัน มีพื้นฐานการเลี้ยงดูวัฒนธรรม ประเพณีการศึกษา การใช้ชีวิตตลอดจนนิสัยใจคอที่แตกต่างกัน ดังนั้น ปัญหาหรือความขัดแย้งต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นอยู่ได้ตลอดเวลา เราก็อาจจะเป็นคนหนึ่งในหลายคน ที่ต้องตกเป็นผู้รับฟังการระบายปัญหาหรือการเล่าถึงความขัดแย้งกับคนอื่น ๆ จากผู้ร่วมงานจากคนใกล้ชิด จากเพื่อนสนิทหรือผู้มารับบริการอยู่บ่อย ๆ บางครั้งเราอาจจะใช้ความเห็นส่วนตัว ดุลยพินิจที่เข้าข้างตัวเอง ตอบโต้ปัญหาหรือความคัดแย้งเหล่านั้น จนถึงขนาดก่อศัตรู หรือเพิ่มความหมาดหมาง เครียดแค้นให้ลุกลามมากขึ้นก็อาจเป็นได้ ดังนั้นการที่จะเป็นผู้รับฟังปัญหาที่ดีมีประสิทธิภาพได้นั้น ก็ต้องมีการเรียนรู้วิธีการรับฟังที่เหมาะสมคือ


1.
จะรับฟังปัญหาอย่างไรไม่ให้ตัวเราเครียด หดหู่ใจ ไม่สบายใจ



- ต้องอยู่ในอารมณ์ที่ผ่อนคลาย ไม่มีความวิตกกังวลใจพร้อมที่จะรับฟังปัญหาผู้อื่น



- ขณะรับฟังปัญหา ต้องรับฟังอย่างสงบ ไม่สร้างอารมณ์ร่วมไปกับผู้เล่า ต้องฟังอย่างเข้าใจ และรู้ถึงความรู้สึกและอารมณ์ของเขา แต่อย่าให้มีอารมณ์ทุกข์โศก โกรธแค้น ร่วมกับผู้เล่า หรือรับเอาความรู้สึกเข้ามาไว้กับตัวเองรับฟังอย่างมีสติมั่นคง ก็จะทำให้มองปัญหาได้ชัดแจ้งกว่า และสามารถชี้ให้เห็นถึงเหตุผล และแนวทางในการแก้ไขได้ดีกว่า

- ไม่ควรรับฟังปัญหานั้น นานเกินไป จะทำให้เราเกิดความเครียดได้ง่าย ควรหาวิธีละมุนละม่อม เพื่อให้ยุติการเล่าเมื่อใช้ระยะเวลานานเกินไป


2.
จะรับฟังปัญหาอย่างไรไม่ให้เกิดศัตรู หรือเพิ่มความบาดหมางเคียดแค้น



- ต้องรับฟังอย่างเป็นกลาง รู้จักยับยั้งชั่งใจ คล้อยตามหรือส่งเสริมผู้เล่า และไม่กล่าวทับถมบุคคลที่สาม โดยระลึกไว้เสมอว่า ไม่มีใครสามารถถ่ายทอดคำพูดของผู้อื่นไว้ทุกคำพูด โดยไม่ผิดเพี้ยน ไม่มีใครตีความหมายหรือแปลเจตนารมย์ของผู้พูดได้อย่างถูกต้องโดยไม่ผิดเลย ทุกคนย่อมเข้าข้างตัวเองเสมอ บางครั้งมักต่อเติมเสริมแต่งพูดรุนแรง เกินความจริง เพราะอคติหรือเกิดอารมณ์ ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ผู้เล่าเกิดอคติต่อคู่กรณีมากขึ้น ไม่ทำให้เราเองเกิดความโกรธแค้นกับผู้ที่ถูกว่ากล่าว ซึ่งอาจเป็นปัญหาสามเส้า หรือเกิดให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก ก่อศัตรูขึ้นมาได้จึงควรจะรับฟังปัญหาอย่างเป็นกลาง ด้วยการ



1. เป็นผู้ฟังที่ดี เพื่ออีกฝ่ายได้ระบาย และปลดปล่อยอารมณ์คับแค้นออกมา



2. แสดงท่าทีและใช้คำพูดปลอบโยน ให้อารมณ์งบลงสัมผัสอย่างอ่อนโยนด้วยความเข้าใจ จะช่วยให้จิตใจของผู้เล่าดีขึ้นบ้าง เช่น “ ใจเย็นๆ ” “ เดี๋ยวค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จากันก่อน ”



3. ใช้คำพูดในทางบวกเพื่อลดอคติ เช่น “ เขาคงไม่เจตนาทำแบบนั้น ” “ เขาพูดล้อเล่นหรือเปล่า ”



4. ชี้แนวทางแก้ปัญหาด้วยความจริง เช่น การพูดปรับความเข้าใจกัน “ ลืมมันเสียแล้วเริ่มต้นใหม่ ”



ถ้าปฏิบัติได้ดังกล่าวมานี้ ท่านก็น่าจะเป็นผู้ที่สามารถรับฟังปัญหาของผู้อื่น และชี้แนะแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมแก่เขาเหล่านั้น

เพื่อนที่ดี

ความคิดสมัยอนุบาล =เพื่อนที่ดี คือ คนที่เล่นกับคุณเมื่อคุณไม่มีเพื่อนเล่น ความคิดสมัย ป.1 =เพื่อนที่ดี คือ คนที่ไปห้องน้ำเป็นเพื่อนคุณแล้วก็จับมือคุณ ระหว่างเดินผ่านห้องโถงที่น่ากลัว ความคิดสมัย ป.2 =เพื่อนที่ดี คือ คนที่รอคุณเมื่อถึงเวลาเข้าห้องเรียนแล้วคุณยังไม่อยากเข้า ความคิดสมัย ป.3 =เพื่อนที่ดี คือ คนที่ชวนคุณกินขนม เมื่อคุณทำเงินหาย ความคิดสมัย ป.4 =เพื่อนที่ดี คือ คนที่ยอมถูกคุณครูตีพร้อมกับคุณ เมื่อคุณถูกทำโทษ ความคิดสมัย ป.5 =เพื่อนที่ดี คือ คนที่รอคุณทุกครั้งเมื่อถึงเวลาพักแม้ว่าคุณจะชักช้าเพียงใด เขาก้อไม่เคยบ่นและเบื่อที่จะคอยคุณซักครั้ง ความคิดสมัย ป.6 =เพื่อนที่ดี คือ คนที่เป็นไม้กันหมาเมื่อคุณถูกเพศตรงข้ามลุมจีบ คอยเป็นปากเป็นเสียงแทนคุณทุกครั้งที่มีคนมาว่าคุณว่า"แย่งแฟนชั้น" ความคิดสมัย ม.1 =เพื่อนที่ดี คือ คนที่ให้คุณลอกการบ้านทุกอย่าง ที่คุณทำไม่ได้ ความคิดสมัย ม.2 =เพื่อนที่ดี คือคนที่ช่วยคุณทำรายงานกลุ่ม และไม่เคยนินทาคุณลับหลัง ความคิดสมัย ม.3 =เพื่อนที่ดี คือคนที่เป็นที่ปรึกษาปันหาหัวใจให้คุณ อินกับคุณในทุกๆ อารมณ์และไม่เคยเบื่อที่จะฟังคุณพร่ำเพ้อถึงคนที่คุณแอบชอบ แม้ว่ามันจะทุกๆนาที ความคิดสมัย ม.4 =เพื่อนที่ดี คือ คนที่ยอมเข้าชมรมที่ไม่ชอบ เพื่อที่จะมานั่งเรียนเป็นเพื่อนคุณ เมื่อคุณบอกว่าอยากเรียนชมรมนี่ ความคิดสมัย ม.5 =เพื่อนที่ดี คือ คนที่ยอมโดนคุณด่า เพื่อที่จะลากคุณเข้าห้องเรียนในวิชาที่น่าเบื่อแต่สำคัญมากมาย ความคิดตอน ม.6 =เพื่อนที่ดี คือ คนที่ช่วยคุณเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเข้า แล้วก็บอกกับคุณว่าคุณเข้าที่นั่นได้แน่และยังช่วยติวในวิชาที่สำคัญ แม้ว่ามันต้องใช้เวลามากในการที่จะทำให้คุณเข้าใจ แถมยังให้กำลังใจคุณเต็มที่ ในงานจบการศึกษา =เพื่อนที่ดีของคุณ คือคนที่ร้องไห้เงียบๆในใจ แล้วก็แบ่งปันรอยยิ้มกว้างๆให้คุณ เมื่อต้องจากไกล คอยคิดถึงและห่วงใยคุณเสมอ แม้บางครั้งคุณอาจลืมคิดถึงเขา แต่เชื่อเถอะเขาจะโทรหาคุณและทำให้คุณรู้สึกว่า เมื่อคุณเสียใจ ผิดหวัง อกหัก คุณจะมีเค้าข้างๆคุณเสมอ และเพื่อนที่ดีคือคนที่ขับรถไปหาคุณทันที เมื่อคุณโทรไปบอกว่าคิดถึงเขา........
และตอนนี้เพื่อนที่ดี ยังคงเป็นคนที่ให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ จับมือของคุณเมื่อคุณกลัวช่วยคุณต่อสู้กับสิ่งที่พยายามเอาเปรียบคุณ คิดถึงคุณตลอดเวลาที่คุณไม่อยู่ เตือนคุณในสิ่งที่คุณลืม ช่วยคุณผ่านอดีต แต่ก็เข้าใจเมื่อคุณอยากอยู่กับอดีตอีกซักนิด อยู่กับคุณเพื่อให้คุณมีความมั่นใจหรือไปไกล ๆ คุณซักพัก เพื่อให้คุณได้มีเวลากับตัวเองช่วยคุณแก้ไขความผิดพลาด ช่วยคุณจัดการกับความกดดันทั้งหลาย ยิ้มให้คุณเมื่อยามคุณเศร้า ช่วยให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น และอย่างสำคัญที่สุด คือ "รักคุณ"

กาแฟสดมีประโยชน์อย่างไร?

บลูเมาท์เทนคอฟฟี่แฟรนไชส์กาแฟสดต้นทุนต่ำ ผู้ให้บริการเปิดร้านกาแฟสดต้นทุนต่ำแบบมืออาชีพ ฟรีค่าแฟรนไชส์และค่าธรรมเนียมต่างๆตลอดชีพ ฝึกอบรมต่างๆให้ฟรีๆ จำหน่าย กาแฟ กาแฟสด อุปกรณ์กาแฟ เครื่องชงกาแฟ เครื่องบดกาแฟ อุปกรณ์ร้านกาแฟครบวงจร
กาแฟ : มนุษย์เรารู้จัก กาแฟ มาเป็นระยะเวลายาวนาน จนถึงปัจจุบันยิ่งเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก กาแฟ จึงเป็นเครื่องดืมยอดนิยมได้ทุกเวลา และแพร่หลายไปทั่วโลก แต่จะมีอีกกี่คนที่ทราบถึงประโยชน์ของกาแฟ ซึ่งนอกจากให้รสหอมกรุ่นแล้ว หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม "คาเฟอีน" จากกาแฟมีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้ในกาแฟยังมีวิตามินอีกหลายชนิด แต่มีอยู่ในปริมาณที่ไม่มีเหมือนคาเฟอีน
ในกาแฟจะมีสารคาเฟอีน ซึ่งสารตัวนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นให้สมองตื่นตัว ร่างกายกระชุ่มกระชวย ซึ่งจะเร่งความเร็วของการประมวลผลข้อมูล ในสมองและย่นระยะเวลาในการตอบสนอง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานที่ต้องการสมาธิ การใช้เหตุผลและความจำ กาแฟช่วยกระตุ้นในทุกส่วนของร่างกาย
คุณประโยชน์ของกาแฟ
• มีฤทธิ์ เป็นยาระบายและยาขับปัสสาวะอย่างอ่อน ๆ• กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า• ทำให้ตื่นตัวและแก้ง่วงได้
การดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะ ช่วยลดความหงุดหงิด อารมณ์ซึมเศร้าและความเครียดได้ ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกพึงพอใจและมีความสุข คลายเครียดได้ในระดับหนึ่ง
ด้านโภชนาการ การดื่มกาแฟยังช่วยให้ร่างกายได้รับของเหลวเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน กาแฟ จึงควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม
ในกาแฟยังมีแร่ธาตุไนแตซเซียมและไนอาซีน ซึ่งเป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีรายงานวิจัยว่าคาเฟอีนในกาแฟช่วยกระตุ้นการใช้พลังงานของร่างกาย ทำให้ไขมันสลายตัวเพิ่มขึ้น จึงอาจดื่มกาแฟเป็นเครื่องดื่มในการลดน้ำหนักไปในตัว
คาเฟอีนและสารอื่นที่มีอยู่ในกาแฟช่วยกระตุ้นการหลั่งกรดและน้ำย่อย กาแฟจึงช่วยในการย่อยอาหารเป็นเหตุให้คนจำนวนมากดื่มกาแฟหลังอาหารแต่ละมื้อ
จากการวิจัยทางการแพทย์สหรัฐฯ โดยดร.จี เวปสเตอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและคณะจากศูนย์การแพทย์นครฮอนโนลูลู สหรัฐฯ พบว่าผู้ชายที่ไม่ดื่มกาแฟมีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคพาคิสันมากกว่าพวกที่ดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 5 ถ้วย ถึง 5 เท่า ดังนั้น กาแฟจึงมีประโยชน์ต่อร่างกายพอสมควร
กาแฟและผลกระทบ : ผลกระทบของคาเฟอีนต่อเส้นเลือดมีประโยชน์ต่อวงการแพทย์ เพราะคาเฟอีนช่วยไปขยายหลอดเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เส้นเลือดแดงบริเวณที่ศีรษะหดตัว ซึ่งช่วยลดอาการปวดหัวจากไมเกรนได้ จากการศึกษาของนายแพทย์ วินเซนต์ ทูบิโอโล แห่งศูนย์การแพทย์ยูซีแอลเออ-ฮาร์เบอร์ ได้ตั้งทฤษฎีใหม่ว่า การรับคาเฟอีนจำนวน 400 มิลลิกรัมต่อวัน อาจช่วยลดอาการแพ้เกสรดอกไม้ได้
จากรายงานการวิจัยในกลุ่มสตรีที่ดื่มกาแฟไม่เกิน 5 ถ้วยต่อวันพบว่า กาแฟไม่มีส่วนทำให้เป็นการเสี่ยงต่อการเป็นโรคของหัวใจมากขึ้น แม้ในรายที่มีปัญหาเส้นเลือดอุดตันหรือหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟทุกวัน วันละหกถ้วยขึ้นไปก็ไม่มีอัตราหัวใจสูงกว่าปกติ และจากการสำรวจหลายครั้ง
การวิจัยโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่าผู้ดื่มกาแฟมีอัตร่การเป็นมะเร็งเต้านมต่ำกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ ส่วนการศึกษาของมหาวิทยาลัยบอสตันพบว่า คนไข้ที่ดื่มกาแอย่างน้องห้าถ้วยต่อวัน มีความเสี่ยงเป้นมะเร็งลำไส้ต่ำกว่ากลุ่มอื่นถึงร้อยละ 40
กาแฟยังกลายเป็นข่าวดีสำหรับผู้ชายทั่วโลก เมื่อดร.ดาร์ซี โรแบร์โตลิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชวิทยาของมหาวิทยาลัยริโอ เดอจาเนโร ในบราซิล เปิดเผยว่า ผู้ที่มีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศอันเนื่องมาจากการดื่มสุรา การเสพยา ภาวะซึมเศร้าและอายุขัย สามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะในแต่ละวันกาแฟ เครื่องดื่มยอดนิยมของมนุษย์ตลอดกาล การดื่มกาแฟสดในปริมาณที่พอเหมาะ ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้ โทษที่ต้องระวังจากการดื่มกาแฟเป็นประจำ
• กาแฟต้มหรือที่ชงแบบให้น้ำเดือดซึมผ่านผงกาแฟ หรือกาแฟที่ใช้ถุงผ้าชงนั่นเองจะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ• กาแฟต้มอาจทำให้ระดับคอลเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น• อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน• ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟจัดอาจมีอัตราเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ

โทษของการสูบบุหรี่และกลยุทธ์รับมือกับอาการอยากบุหรี่

บุหรี่
บุหรี่ มีสารต่างๆ หลายชนิด แต่สารสำคัญที่ทำให้เกิดการเสพติดคือ นิโคติน เป็นสารแอลคะลอยด์ที่ไม่มีสี นิโคติน 30 มิลลิกรัมสามารถทำให้คนตายได้ บุหรี่ธรรมดามวนหนึ่งจะมีนิโคตินอยู่ราว 15-20 มิลลิกรัม ก็คือจำนวนนิโคตินในบุหรี่ 2 มวน สามารถทำให้คนตายได้ในทันที แต่การที่สูบบุหรี่ติดต่อกันหลายมวนแล้วไม่ตาย ก็เพราะว่ามีนิโคตินในควันบุหรี่ เป็นส่วนน้อยที่เข้าสู่ร่างกายของผู้สูบ
พิษจากควันบุหรี่
บุหรี่มีสารประกอบต่างๆ อยู่ประมาณ 4000 ชนิด มีสารก่อมะเร็งไม่ต่ำกว่า 42 ชนิด ซึ่งสารบางชนิดเป็นอันตรายที่สำคัญ คือ
1 . นิโคติน ( Nicotine ) เป็นสารระเหยในควันบุหรี่ และเป็นสารที่รุนแรงมากที่สุดอย่างหนึ่ง ละลายน้ำได้ดี ไม่มีสี ถ้าสูบบุหรี่ 1 มวน ร่างกายจะได้รับนิโคตินในควันบุหรี่ 0.2 - 2 มิลลิกรัม หากมีอยู่ในร่างกายถึง 70 มิลลิกรัม จะทำให้ถึงแก่ความตายได้ มีผู้ทดลองนำนิโคตินบริสุทธิ์ เพียง 1 หยด ป้ายลงบนผิวหนังกระต่าย มีผลทำให้กระต่ายตัวนั้นช็อกอย่างรุนแรงและถึงแก่ความตาย แม้จะไม่ได้เข้าสู่ภายในร่างกายทางปากหรือทางลมหายใจ นิโคติน จะทำให้ไขมันในเส้นเลือดเพิ่มขึ้น เส้นเลือดหัวใจตีบและเกิดโรคหัวใจขาดเลือดหล่อเลี้ยง ทำให้ความดันสูง หัวใจเต้นเร็วทำลายเนื้อปอดและถุงลมปอดอีกด้วย
2 . ทาร์ ( Tar ) เป็นคราบมันข้นเหนียว สีน้ำตาลแก่ เกิดจากการเผาไหม้ของกระดาษและใบยาสูบ จะทำลายถุงลมปอดทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง หอบเหนื่อยง่าย ไอเรื้อรัง และอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งบริเวณเนื้อเยื่อที่สัมผัสกับสารนี้ ขณะสูบบุหรี่ ทาร์จะตกค้างอยู่ในปอด หลอดลมใหญ่ และหลอดลมเล็ก ประมาณร้อยละ 90 จะขับออกมาพร้อมลมหายใจเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ดังนั้น ทาร์ จึงเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด ซึ่งเป็นโรคที่ทรมานมากก่อนเสียชีวิต ในบุหรี่ 1 มวน มีทาร์ในปริมาณต่างกันตั้งแต่ 2.0 มิลลิกรัม จนถึง 3.0 มิลลิกรัม แล้วแต่ชนิดของบุหรี่
3. คาร์บอนมอนอกไซด์ ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถจับออกซิเจนได้เท่ากับเวลาปกติ เกิดการขาดออกซิเจนทำให้มึนงง ตัดสินใจช้า เหนื่อยง่ายซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ
4. ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ก๊าซพิษ ทำลายเยื่อบุผิวหลอดลมส่วนต้น ทำให้ไอเรื้อรัง มีเสมหะเป็นประจำโดยเฉพาะตอน เช้า
5. ไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซพิษทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลาย และถุงลม ทำให้ผนังถุงลมบางโป่งพอง ถุงลมเล็กๆ หลายอันแตก รวมกันเป็นถุงลมใหญ่ ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง
6. แอมโมเนีย มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ ไอมีเสมหะมาก
7. สารกัมมันตรังสี ควันบุหรี่มีสารโพโลเนียม 210 ที่มีรังสีอัลฟาอยู่ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด
โทษของการสูบบุหรี่ มีดังนี้
1. เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
2. ฟันเหลือง ตาแดง เล็บเขียว
3. มีกลิ่นตัวและกลิ่นปากรุนแรง
4. เป็นที่น่ารังเกียจของสังคม
5. เสียเงินจำนวนมากโดยใช่เหตุ
6. ส่งผลร้ายต่อคนรอบข้าง
7. เป็นมะเร็งช่องปาก รวมถึงฟันและลิ้น (ปากเน่าเละเฟะ)
8. เป็นมะเร็งหลอดลมและหลอดอาหาร
9. เป็นมะเร็งกล่องเสียง
10. เป็นมะเร็งปอด (มะเร็ง ที่ทรมานมากที่สุด) มีโอกาสเป็นโรคมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 20 เท่า
11. ถุงลมโป่งพองจนไม่สามารถหดตัวกลับได้ มีผลทำให้หายใจติดขัด หอบ จนถึงตายได้
12. โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล
13. โรงตับแข็ง เช่นเดียวกับการดื่มสุรา
14. โรคปริทนต์ (ฟันเน่าเละ)
15. โรคโพรงกระดูกอักเสบ
16. โรคความดันโลหิตสูง
17. ประสาทในการรับรสแย่ลง
18. มีอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก บางครั้งไอถี่มากจนไม่สามารถหลับนอนได้
บุหรี่ คือ ฆาตกรเงียบ ที่ทำร้ายชีวิตเราโดยไม่รู้ตัว
กลยุทธ์รับมือกับอาการอยากบุหรี่
ถ่วงเวลา (Delay)เมื่ออยากสูบบุหรี่ อย่าเพิ่งเปิดซองบุหรี่หรือ จุดบุหรี่ เมื่อผ่านไป 5 นาทีผ่านไป ความอยากจะลดลง แล้วความตั้งใจของคุณที่จะเลิกก็จะกลับมา
หายใจลึกๆ ช้าๆ (Deep breathe) หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ 3 - 4 ครั้ง
ดื่มน้ำ (Drink water) ค่อยๆจิบน้ำ และ อมไว้สักครู่ให้รู้รสน้ำแล้วจึงกลืนลงคอ
เปลี่ยนอิริยาบถ (Do something else) อย่าคิดเรื่องการสูบบุหรี่ เปลี่ยนอิริยาบถไปทำอย่างอื่นเสีย เช่น ฟังเพลง ไปเดินเล่น หรือ ไปหาเพื่อนฝูง
เพียงมวนเดียวก็ผลร้าย ขอให้ใจแข็ง การกลับไปสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียวจะเป็นผลทำให้กลับไปสูบใหม่ คุณต้องต่อสู้กับความอยากให้ได้ การเลิกสูบบุหรี่ คือ การต่อสู้กับความอยาก แม้กระทั่งบุหรี่เพียงมวนเดียว และต่อสู้กับจิตใจของคุณเอง
อดเป็นวันๆไป พยายามตั้งใจให้วันผ่านไปโดยไม่สูบบุหรี่ จำบุหรี่มวนแรกของคุณได้ไหม? บางทีอาจจะทำให้คุณเวียนหัวไม่สบาย ก็ได้ ทำดีต่อร่างกายของคุณให้ปรับสภาพได้โดยไม่ต้องมีนิโคติน
เครื่องดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มประเภทโคล่า เหล่านี้มีคาเฟอีน แต่ไม่มีนิโคติน การที่ไม่มีนิโคตินทำให้ร่างกายดูดซึมคาเฟอีน เข้าไปมากกว่าธรรมดา ทำให้กระวนกระวายและนอนไม่หลับ พยายามดื่มกาแฟให้น้อยลง หรือ ให้อ่อนลงหรือดื่มเครื่องดื่มคล้ายกาแฟ น้ำเปล่า น้ำผลไม้ หรือไดเอ็ดโคล่าที่ไม่คาเฟอีน
เตือนสติตัวเอง เอาเหตุผลที่เลิกบุหรี่ที่เคยจดไว้ออกมาดู และคิดถึงสิ่งที่อยากทำให้ฐานะผู้ไม่สูบบุหรี่
ปฏิเสธบุหรี่จากผู้อื่น อย่าเกรงใจเมื่อผู้อื่นให้บุหรี่คุณ คุณมีสิทธิปฏิเสธบุหรี่โดยไม่ทำให้ใครเดือนร้อน
เมื่อมือว่าง พยายามใช้มือทำโน่นทำนี่อย่าปล่อยให้มือว่าง เอากุญแจมาขยำ หรือนับลูกประคำก็ได้
การสูบบุหรี่กับสิ่งเสพย์ติดอื่นๆ มีรายงานการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่จะไม่สามารถต้านทานความอยากสูบบุหรี่ได้เมื่อดื่มเหล้าเข้าไป เหล้าและสิ่งเสพย์ติดอื่นๆ จะทำให้คุณมีความอดทนต่อความอยากสูบบุหรี่ได้น้อยลง ดังนั้น ขอให้พยายามหลีกเลี่ยง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และสิ่งเสพย์ติดอื่นๆ สัก 2 - 3 สัปดาห์

บุหรี่ ... มหันตภัยร้าย

สารประกอบในบุหรี่
บุหรี่มีสารประกอบต่างๆ อยู่ประมาณ 4000 ชนิด มีสารก่อมะเร็งไม่ต่ำกว่า 42 ชนิด ซึ่งสารบางชนิดเป็นอันตรายที่สำคัญ คือ
นิโคติน กดประสาทส่วนกลาง มีผลต่อต่อมหมวกไต ทำให้เกิดการหลั่งอิพิเนฟริน ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจ เต้นเร็วกว่าปกติ และไม่เป็นจังหวะ หลอดเลือดที่แขนและขาหดตัว เพิ่มไขมันในเส้นเลือด (ก้นกรองไม่ได้ทำให้ ปริมาณนิโคตินลดลงได้)
ทาร์ หรือน้ำมันดิน สารก่อมะเร็ง เช่น มะเร็งปอด, กล่องเสียง, หลอดลม. หลอดอาหาร, ไต, กระเพาะปัสสาวะ และอื่นๆ ร้อยละ 50 ของน้ำมันดิน จะไปจับที่ปอด เกิดระคายเคือง ทำให้ไอเรื้อรัง มีเสมหะ
คาร์บอนมอนอกไซด์ ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถจับออกซิเจนได้เท่ากับเวลาปกติ เกิดการขาดออกซิเจน ทำให้ มึนงง ตัดสินใจช้า เหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ
ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ก๊าซพิษ ทำลายเยื่อบุผิวหลอดลมส่วนต้น ทำให้ไอเรื้อรัง มีเสมหะเป็นประจำโดยเฉพาะตอน เช้า
ไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซพิษทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลาย และถุงลม ทำให้ผนังถุงลมบางโป่งพอง ถุงลมเล็กๆ หลายอันแตก รวมกันเป็นถุงลมใหญ่ ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง
แอมโมเนีย มีฤทธิ์ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ทำให้แสบตา แสบจมูก หลอดลมอักเสบ ไอมีเสมหะมาก
สารกัมมันตรังสี ์ ควันบุหรี่มีสารโพโลเนียม 210 ที่มีรังสีอัลฟาอยู่ เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอด
มะเร็งกล่องเสียง
มะเร็งปอด

โทษของสุรา

โทษข้อที่ ๑ เหล้าทำให้เสียทรัพย์ ข้อนี้เห็นจะไม่มีใครสงสัย เห็นกันตำตาอยู่แล้ว เพราะเหล้าเป็นสิ่งที่เราทำ กินเองไม่ได้ไม่เหมือนข้าวปลาอาหารอย่างอื่น ถ้าใครขืนต้มเหล้าเองก็ผิด กฎหมาย เมื่อทำเองไม่ได้ก็จำเป็นต้องซื้อเขากินนี่แหละทางเสียทรัพย์บาง คนอ้างว่า เรากินเหล้าที่คนอื่นเลี้ยง ก็ไม่เห็นจะต้องเสียเงินเสียทอง ถูกแล้ว ที่เขาดื่มเหล้าส่วนมาก หรือแทบทุกคน ก็มักจะเริ่มต้นด้วยการ"กินเหล้าฟรี" ทั้งนั้น คือถูกคนอื่นเขายัดเยียดให้ดื่ม จึงดื่ม แต่ครั้นฟรีไปๆ ไม่เท่าไรตัว ก็ต้องซื้อดื่มเอง และนานเข้า ก็ต้องซื้อเลี้ยงคนอื่นด้วย เพื่อใช้หนี้เหล้าที่ เขาได้ซื้อเลี้ยงเรามา และก็เป็นการลงทุนไว้สำหรับวันหน้าด้วย เขาจะได้ เลี้ยงเราบ้างนอกกจากนั้น บางคนยังอ้างว่า เราดื่มแต่น้อย พอเจริญอาหาร ไม่เห็นจะทำให้ล่มจมอะไร นี่ก็ถูกอีก แต่อย่าลืมว่ามากย่อมจะมาจากน้อย ถ้าเราขุดหลุมฝังตัวเอง วันหนึ่งลึกคืบหนึ่ง ท่านก็บอกว่า ไม่เป็นไร....ถูก พรุ่งนี้อีกคืบหนึ่ง ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไรอีก... ถูกอีกมะรืนนี้อีกคืบหหนึ่ง ท่านก็ว่าไม่เป็นไร.... ก็ถูกอีกแต่ถ้าขุดลงวันละคืบไม่รู้จักหยุด ถึงท่านจะบอกว่า ไม่เป็นไรๆ ทุกวันก็ตาม นานเข้า หลุมนั้นก็จะลึกลงๆ อาจถึง ๑๐๐ คืบ ๒,๐๐๐ คืบ และการขึ้นจาก หลุมนั้น ท่านอาจจะต้องใช้บันไดพาด ก้าวขึ้นเองไม่ได้ง่ายๆ เหมือนแต่ก่อน และถ้าขืนขุดลึกลงไปอีก เพียงวันละคืบๆเท่านั้นท่านก็จะไม่มีทางขึ้นจาก หลุมนั้นได้เลย แม้ปากท่านจะบอกว่า ไม่เป็นไรๆก็ตาม และก็ไม่แน่นักว่าผู้อื่นจะะสามารถช่วยท่านได้ สิ่งที่แน่ที่สุด มีอยู่อย่างหนึ่ง คือหลุมนั้น จะกลายเป็นหลุมฝังศพของท่านเองเรื่องดื่มเหล้าก็เหมือนกันนั่นแหละ ท่าน เพราะคนหลงคารมของตัวเองว่าไม่เป็นไรๆนั่นแหละ พินาศล่ม จมไปนับไม่ถ้วนแล้ว" โทษข้อที่ ๒ เหล้าเป็นเหตุก่อวิวาท ท่านคงจะเคยเห็นมาบ้าง คนที่ดื่มเหล้า แล้วชอบชวนทะเลาะไม่เลือกหน้า เมาเหล้าแล้วตะโกนด่าใครๆ ตามตรอกตามซอยเมาเหล้าแล้วเอานายมาด่าว่าสาดเสียเทเสียเมาเหล้าแล้วพูดลวนลามผู้หญิง ไม่ว่าลูกเขาเมียใครเมาเหล้าแล้วท้าชก ท้าต่อย แม้กับเด็กๆปูนลูกปูนหลานหรือเมาเหล้าอวดดี ท้าตีกับพระทั้งวัด แล้วก็มีบางคน พลอยเห็นว่า เหล้าเป็นของวิเศษ ทำให้คนกล้า ที่ว่าเหล้าทำให้คนกล้านั้นเป็นความจริง พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสว่า เหล้าทำให้คนขลาด แต่ตรัสว่า เหล้าเป็นเหตุก่อวิวาทเราลองมาพิจารณากันดูอย่างเป็นกลางว่า ความกล้าที่เราได้รับจากเหล้านั้น ใช้ได้จริงหรือไม่ความกล้าเป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของคน ใครมีไว้แล้ว ดีกว่าความขี้ขลาดตาขาว แต่ว่าเมื่อเรามีความกล้าแล้ว จะต้องมีสิ่งหนึ่งคอยกำกับ หรือควบคุม เพื่อให้ความกล้านั้น แสดงออกในทางที่ไม่เป็นโทษ เหมือนดาบคมก็ต้องมีฝัก จึงจะไม่มีอันตราย สิ่งกำกับความกล้า ได้แก่คุณธรรมที่เรียกว่า "สติ" ความระลึกได้ กล้า - มีสติ จึงเรียกว่า กล้าหาญ ถ้ากล้า โดยไม่มีสติกำกับ เขาเรียกว่า ความบ้าบิ่น ไม่ใช่ความกล้า คนเรามักจะเข้าใจผิด เอาความบ้าบิ่นมาเป็นความกล้า คือเห็นใครทำอะไรได้ เกินกว่าคนสามัญ ก็ยกกันว่ากล้าความจริง การทำอะไร ผิดจากคนสามัญนี้ อาจทำไปโดยฤทธิ์อย่างอื่นก็ได้ คนที่ทำอะไรแผลงๆเลยขีด คนสามัญ เราก็เห็นกันทั่วไป และก็รู้จักกันอยู่แล้วว่า ไม่ใช่คนดี วิเศษเสมอไปทีนี้เหล้าที่คนดื่ม เข้าไปนั้น เป็นเครื่องทำลายสติ คือทำให้สติฟั่นเฟือน ลืมตัว และหมดสภาพที่เป็นตัวของตัวเอง คนเราพอสติพิกลพิการไปแล้ว ก็ทำอะไรแผลงๆได้ทุกคน ถ้าเราจะถือว่าการทำเช่นนั้น เป็นความกล้าที่ดีแล้ว ก็นับว่าเป็นการเข้าใจผิด เพราะความกล้า เช่นนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรเลยแก่ชีวิตของเราและแก่ใครๆ นอกจากเป็นทางนำความร้าวรานมา สู่สังคมเท่านั้น รวมความแล้ว เหล้าแทนที่จะทำให้ผู้ดื่มเป็นคนกล้า ดังที่บางคนชอบอ้าง แต่กลับทำให้ ผู้ดื่มจนเมาแล้ว ชอบพูดพล่ามกวนใจคนอื่น และเข้าใจผิดในตัวเองว่า เป็นผู้มีฤทธาศักดาเดช เหนือมนุษย์ทั้งหลาย กลายเป็นคนชอบก่อการทะเลาะวิวาท หลักฐานพยาน มีอยู่ถมไปหนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวให้อ่านอยู่ แทบมิเว้นแต่ละวัน ว่าเมาแล้วตีกัน เมาแล้วฆ่ากัน เมาแล้วชกต่อยกัน มีอยู่เสมอ
WTF
Jan 14 2007, 09:16 AM
โทษข้อที่ ๓ เหล้านำโรคมาให้ หมายความว่า การดื่มเหล้าทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บหลายอย่างด้วยกัน ผมเองไม่ใช่หมอ พูดไป ประเดี๋ยวท่านก็จะว่า คิดเอาเอง พูดเอาเอง หันเข้าหาหมอดีกว่า ใครจะรู้เรื่องโรคดีกว่าหมอ และก็ควรจะได้รับความคิดเห็นจากหมอ ที่เชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ เพื่อประมวลความคิดเห็นดู หมอคนแรกที่ผมได้ติดต่อปรึกษาหารือ เป็นหมอแผนปัจจุบัน รักษาโรคภัยไข้เจ็บธรรมดา ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพบก คือพันเอกหลวงมงคลแพทยาคม ( ยศในสมัยนั้น ) ท่านชี้แจงว่าโรคที่เกิดจากการดื่มสุรา มีอยู่เป็นอันมาก เท่าที่พอจะนึกตอบผมได้ทันที ก็มีดังต่อไปนี้๑. ทางเดินอาหาร เหล้าทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ๒. ทางระบบประสาท เหล้าทำให้มือสั่น ตามัว ทำให้เกิดวิกลจริต ที่เรียกว่า บ้าพิษสุรา๓. ระบบทางเดินโลหิต เหล้าถ้าดื่มพอสมควร ทำให้ชีพจรเต้นเร็ว ถ้าดื่มมากทำให้ชีพจรอ่อนลง เต้นระยะไม่เท่ากัน และสุดท้ายหมดสติ๔. ต่อมไม่มีสาย เหล้าทำให้อักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดโรคเบาหวาน ปวดข้อ และเป็นโรคตับแข็ง๕. ระบบการหายใจ เหล้าทำให้ผู้ดื่มหายใจช้าลง ระยะไม่เท่ากันรวมความแล้ว เหล้าให้โทษแก่ร่างกายเชิญท่านตามไปพบหมออีกท่านหนึ่ง คือนายแพทย์ประสบ รัตนากร ท่านผู้นี้เป็นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางจิตและประสาท ได้เคยไปศึกษาเรื่องเหล้าโดยตรง ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาครั้นกลับมาเมืองไทยแล้ว ก็ได้พยายามหาทางชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดื่มเหล้า ให้ประชาฃนทราบอย่างกว้างขวาง ในคราวเข้าประชุมร่วมกัน ที่กระทรวงมหาดไทย ในฐานะเป็นกรรมการลดการดื่มสุรา ผมได้รับมอบบันทึกเรื่องเหล้าไว้จากท่านชุดหนึ่ง ในบันทึกนั้นท่านกล่าวถึงเรื่องในอเมริกา เขามีสมาคมเลิกเหล้า ( Alcoholics anomymhus )สมาคมได้พยายามค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องการดื่มสุรา ซึ่งเป็นปัญหาทางการแพทย์ทุกแง่ทุกมุมจนสามารถสรุปลงได้ว่าโรคติดสุรามีอยู่ ๖ ประเภท คือ๗. Pathological คือโรคเมาเหล้า๘. Pelirium Tremens คือโรคไข้เหล้า มีอาการลืมตัว ผวาง่าย มีไข้สูง ๓ - ๑๐ วัน ระแวงมองเห็นภาพลวงตา แล้วหวาดกลัว รู้สึกแปลกๆ คล้ายแมลงตอมไต่ผิวหนัง อัตราการตายสูงถึง ๑๐ %๓. Korsakoff's Syndrome คือโรคเหล้าละลายประสาท ไม่อยากกินอาหาร เหน็บชาลืมตัวง่ายพูดพล่อย๔. Acutchallucinosis คือโรคเหล้าละลายจิต มีอาการเหมือนโรคจิต มีความระแวงและสำคัญผิด เห็นและได้ยินสิ่งลวงตา ลวงหู บางครั้งทนไม่ได้ ต้องด่า หรือออกท่าทางประกอบนอกจากนี้ ท่านได้กล่าวถึงสถิติในอเมริกา มีคนติดเหล้าประมาณ ๕ - ๗ ล้านคน คนเหล่านั้นทำให้เกิดผลเสียแก่ทางเศรษฐกิจของชาติ ๘,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อปีในบูดาเปสต์ มีหลักฐานแน่นอนว่า คนที่ฆ่าตัวตายนั้น เป็นพวกติดเหล้าเสีย ๘๐ %ดร.ฟอเรล ได้ทำการสำรวจ ในประเทศสวิส พบว่า ๓ ใน ๔ ของพวกอาชญากร ปรากฏว่าเป็นพวกติดเหล้า และ ๑ ใน ๓ของคนที่ต้องไปรักษาตัวในโรงพยาบาลโรคจิตนั้น มีเหล้าเป็นต้นเหตุรวมอยู่ด้วยเสมอ ฟังหมอแผนปัจจุบันกี่คนๆ ก็ว่าเหล้าเป็นเครื่องนำโรคเหมือนกันลองหันไปหาหมอไทยๆ แผนโบราณดูบ้าง จะว่าอย่างไร ?สำหรับหมอแผนโบราณ ผมจะไม่ไปรบกวนหมอตามบ้านล่ะเข้าเฝ้า "หมอเดิม" ทีเดียว คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงรอบรู้เรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี ได้ทรงอธิบายไว้ชัดเจน ว่าเหล้าทำให้เกิดโรคหลายอย่างเช่น* โรคขัดตามข้อ* โรคเมื่อยขบ* โรคแน่น มีลมพิษในกระเพาะ* โรคจุกเสียด* โรคอ้วก* โรคอ้วนฉุ อ่อนเพลีย* โรคนอนไม่หลับ* โรคเบื่ออาหาร ลิ้นเป็นฝ้า คอแห้ง เท็จจริงประการใด หวังว่าทุกท่านพอจะพิสูจน์ได้ ลองนึกถึงคนที่ติดสุราดูก็ได้ เท่าที่ท่านเคยพบ เห็นว่ามีโรคพวกนี้จริงหรือไม่ รวมความว่า หลักวิชาการอันหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เมื่อ กว่า ๒,๕๐๐ ปีก่อนโน้นว่า "เหล้านำโรคมาให้" ก็ยังถูกต้องจนทุกวันนี้ "หมอ"ทั้งแผนเก่าแผนใหม่ ทั้งหมอไทย หมอฝรั่ง ต่าง รับรองกันทั้งสิ้น.
WTF
Jan 14 2007, 09:18 AM
โทษข้อที่ ๔ เหล้าทำให้เสียชื่อเสียง แน่นอนที่สุด ชื่อเสียงย่อมไม่มีแก่คนสติฟั่นเฟือน ซึ่งอาจทำความผิดได้ทุกประตู บางคนอ้างว่า ดื่มเพื่อสังคม คล้ายๆกับว่า การสังคมคบหากัน จำเป็นต้องดื่มเหล้า ไม่ดื่มไม่ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด หรือเป็นการแก้ตัว ผมเคยฟังท่านผู้ใหญ่บรรยายมารยาท ในสังคม และเคยศึกษาจากตำราสังคมหลายเล่ม ไม่เคยฟังหรือพบว่า การสังคมต้องดื่มเหล้า มีแต่สอนซ้ำๆซากๆว่า "จงอย่าดื่มสุรา ถ้าอดไม่ได้จริงๆ ก็จงดื่มให้น้อยที่สุด และเมื่อรู้สึกตัว ว่าเมาควรรีบปลีกออกจากสังคมเสีย"... มีแต่สอนกันอย่างนี้ เหล้าไม่ใช่แกนแห่งสังคมแน่ บางคนอ้างความจำเป็นในการผูกมิตร จึงดื่มเหล้า อ้างว่าถ้าไม่ดื่มเหล้า เราจะนับถือ กันได้อย่างไร ?นี่ก็อีกแหละ คนเลี้ยงเหล้ามีเพื่อนมากจริง เราอาจหาเพื่อนได้เป็นพันๆในชั่วโมงเดียว แต่น่า เสียดายที่ว่า รุ่งเช้า เหล้าสร่างแล้ว มิตรภาพก็สร่างไปด้วย พอเมาแล้ว ก็มักจะปววารณา "น้องชายมีอะไรใช้พี่นะ อย่าเกรงใจ"... แต่รุ่งเช้า พูดกันไม่รู้เรื่อง ดูซิ เพราะฉะนั้น เราตั้งสูตรได้ว่า มิตรที่ได้ด้วยเหล้า ก็เหมือนผ้าที่ย้อมด้วยขมิ้น สีตกเร็ว ต้องย้อมกันบ่อยๆ จึงจะได้สีเดิม ผู้ที่ผูกมิตรด้วยเหล้า ถ้าตัวตกอับลง ไม่มีเหล้าให้เขากินเมื่อไร มิตรก็จะหายไปเมื่อนั้นผมเคยเห็นมาแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดใกล้กับตัวข้าพเจ้ามาก คือท่านผู้ซึ่งเคยเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้า ขนาดหนักผู้หนึ่ง ซึ่งบรรดาคอสุราทั้งหลายยกเป็น "ตั้วเฮีย" ทีเดียว เกิดล้มป่วยลงอย่างหนัก พอแสดงอาการหมดหวัง ที่จะเป็นเจ้ามือได้ต่อไปแล้ว บรรดาสุรามิตรทั้งหลายซึ่งไม่เคยขาดบ้านแต่ก่อน หายหน้าไปหมด เหลือแต่ผู้นับถือกันด้วยใจแท้ๆ ไม่มีอะไรย้อมคอยนั่งกรอก ข้าวกรอกน้ำให้ เป็นอย่างนี้แหละท่าน มิตรภาพใน ขวดเหล้า มันระเหยได้เมื่อเหล้าหมด มิตรก็หมดด้วย โทษที่ ๕ เหล้าเป็นเหตุให้ทำน่าอดสู ข้อนี้ จริงที่สุดอีกเหมือนกัน ใครๆก็เคยพบเคยเห็น คนเราเวลาปกติก็เรียบร้อย จะออกจากบ้านแต่ละที ต้องกวดขันเสื้อกางเกง กลีบไม่กระดิก จะพูดจาก็รู้จักรักษาชั้นเชิง ไว้ศักดิ์รักศรีไม่ให้ใครดูถูก แต่ครั้นเมาแล้ว กลายเป็นคนละคน ความคิดที่จะถนอมเกียรติ และศักดิ์ศรีของตนเอง ไม่รู้หายไปไหน เลยทำอะไรได้ทุกอย่าง ที่คนไม่เมาทำไม่ได้ ที่ว่าทำน่าอดสู ก็คือทำสิ่งน่าอับอาย เช่น นอนกลางถนน นั่งลงบนที่โสโครก ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ และโก่งคออาเจียน ในที่ทุกหนทุกแห่ง ปล่อยปละกับการแต่งเนื้อแต่งตัว รวมความว่า "หมดตัว" ก็แล้วกัน อย่าว่าแค่เสื้อผ้าเลย แม้แต่แข้งขาตีนมือของตัวเอง ก็ปล่อย ทิ้งหมด มันเป็นความจริงที่ไม่น่าจะเสียเวลาอธิบาย เพราะเห็นกันอยู่ทั่วไปแล้ว หัวคิดที่ออกมาในขณะมึนเมานั้นเป็นหัวคิด ที่ใช้การไม่ได้ มีใครมาเล่าให้ฟัง จำไม่ได้เสียแล้วจำได้แต่ว่า ขณะนั้น ข้าพเจ้าประจำอยู่ที่กองพลที่ ๔ นครสวรรค์ และก็กำลังโดยสารรถล่องลงมาจากเหนือ มีใครคนหนึ่ง สนทนามาในรถไฟ มาเล่าให้ฟังถึงหัวคิดของคนเมาเท็จจริงให้เป็น ของคนเล่าก็แล้วกัน และถ้าพาดพิงถึงท่านผู้ใด ก็ขอโทษด้วย เล่าตามที่เขาเล่า ครั้งหนึ่ง ทางจังหวัด มีการสร้างถนน จากตัวจังหวัด ไปถึงอำเภอแห่งหนึ่งครั้นทำถนนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สั่งให้คน งานเอารถบรรทุกหลักกิโลเมตร ไปปักตามรายทาง วิธีทำก็คือ คนพวกพวกนี้จะต้องวัดระยะทาง ๑ ก.ม. และขุดหลุมปักหลักกิโลไว้ แต่ครั้นพ้นสายตานายไปแล้ว คนงานทั้งหมดก็พากัน "ตกน้ำ" ล่อกันเสียเมาแอ๋ พอเมาแล้ว ก็เกิดความคิดขึ้นมาแปลกๆ คนหนึ่ง เสนอความเห็นขึ้นว่า การที่นายสั่งให้ปักหลักกิโล รายกันออก ห่างกัน ๑ ก.ม.นั้นไม่ถูก ผิดศีลธรรม เพราะเป็นการทรมานหลักกิโล ให้พลัด พรากกัน เขาจะคุยกันบ้างก็ไม่ได้ เป็นบาปหนัก นายสั่งผิด คณะพรรคพวกเห็นจริงด้วย มีมติเป็นเอกฉันท์ ไชโย ปักหลักกิโลรวม กันไว้ดีกว่า ที่สุด เมื่อเสร็จแล้ว หลักกิโลสายนี้ ก็เลยพิกล ไปหมด บางทีเดินตั้งครึ่งวัน ก็ไม่เจอ หลักกิโล แต่พอเจอเข้า ก็เห็นปักรวมกันไว้ เป็นสิบๆหลัก ตั้งสลอนเหมือนป่าช้าฝรั่งครั้นสอบสวนได้ความตามที่เล่ามาแล้ว คือคนงาน พากัน "ตกน้ำ" เสีย พอสมองพิกล งานก็พิการไปด้วย... น่า อดสูนักแลพ่อตา ลดลง เรียก ลูกเขยว่าเพื่อน...ลูกเขยสถาปนาตัวเองขึ้นเรียกพ่อตาว่า "ไอ้น้องชาย" มีอยู่ถมไปในวงสุรา"
WTF
Jan 14 2007, 09:20 AM
โทษข้อที่ ๖ เหล้าบั่นทอนกำลังปัญญา ยังมีผู้เข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งว่า เหล้าทำให้ปัญญาเปรื่องปราชญ์ หัวคิดแล่น บางคนอ้างตัวอย่าง สุนทรภู่ กวีเอกของไทย ว่าแต่งกลอนได้ดี ก็เพราะเหล้า มีชื่อเสียงเพราะเหล้า ซึ่งเป็นความเข้าใจ และเป็การอ้างที่ผิดจากความจริง ความจริง สติปัญญาของคน ได้มาจากการศึกษา คนกินเหล้ามาก เหล้าทำให้ปัญญาทึบ ถ้าเขาไม่ได้กินเหล้า สมองจะมึนชา แต่ถ้ากินเหล้า เหล้าจะเข้า ไปกระตุ้นเส้นประสาท ให้ความคิดแจ่มใสชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วก็กลับทรุดหนักลงไปอีก คนติดสุราแล้ว เลยคว้าเอาตรงที่เหล้ากระตุ้นประสาทนั้น ว่าเหล้าทำให้ปัญญาเปรื่องปราชญ์ เป็นการคิดถึงผลได้เพียง หยิบมือเดียว แต่ที่เสีย ไปตั้งกอง ไม่พูดถึงการที่อ้างสุนทรภู่เป็นตัวอย่างว่า แต่งกลอนได้ดีเพราะเหล้า และมีชื่อเสียงเพราะเหล้านั้นผิดถนัดอ่านประวัติสุนทรภู่ดูเถอะ ฉบับของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ และฉบับของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ แสดงไว้ชัดเจนว่า สุนทรภู่เป็นนักแต่งกลอนก่อนกินเหล้า ไม่ใช่กินแล้วจึงแต่งเป็นจะว่าสุนทรภู่ได้ปัญญามาจากเหล้าได้อย่างไร และเหล้าไม่ได้ทำให้ชื่อเสียงของสุนทรภู่ดีขึ้นเลย ตรงข้าม เหล้าทำให้สุนทรภู่ลำบากยากเข็ญมาก แล้วทำให้สุนทรภู่ต้องติดคุกติดตะราง เหล้าทำให้สุนทรภู่ถูกเมียทิ้งและเหล้าทำให้สุนทรภู่ ถูกโหรเรียกว่า"อาลักษณ์ขี้เมา" รวมความว่า ถ้าเกียรติยศของสุนทรภู่จะแจ่มใสเหมือนดวงอาทิตย์ เหล้าก็เป็นผู้สร้างจุดดำขึ้นในดวงอาทิตย์นั้น ข้อนี้ สุนทรภู่เองรู้ดี จึงแต่งกลอนสาปเหล้าว่า "น้ำนรก" กลอนนั้นว่า"ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสาโอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย" และเมื่อสำนึกตัวได้แล้ว สุนทรภู่ก็เลิกดื่มเหล้า แล้วเขียนกลอนไว้ว่า "ถึงนครชัยศรีมีโรงเหล้า เป็นของเมาตัดขาดไม่ปรารถนา "ถ้าเหล้าเพิ่มสติปัญญาให้คนจริงเราคิดง่ายๆก็แล้วกัน รัฐบาลคงเปิดให้คนต้มเหล้ากินอย่างเสรีมานานแล้ว พลเมืองจะได้ฉลาดไม่ต้องตั้งกระทรวงศึกษาธิการให้เสียเงินเปล่าๆ และพระพุทธเจ้าคงไม่ห้ามการกินเหล้าแน่การหาเรื่องโฆษณา ว่าการกินเหล้า ดีอย่างนั้น อย่างนี้ เป็นเรื่องของคนดื่มเหล้าจนติด แล้วโฆษณาปลอบใจตัวเอง และในโอกาสเดียวกัน ก็หาเพื่อน หรือหาเจ้ามือไว้ ฝ่ายคนขายเหล้าก็กระพือใหญ่ เพื่อให้คนนิยมกินเหล้ามากๆ ตัวจะได้รวย"

มุมของวัยรุ่นที่ว่าด้วยเรื่องความคิดที่แตกต่างของคนสองรุ่น

มุมของวัยรุ่นที่ว่าด้วยเรื่องความคิดที่แตกต่างของคนสองรุ่น ต่างรุ่นต่างใจ ต่างคนต่างวัย แล้วสุดท้ายอะไรคือการแก้ปัญหา...อันนี้ลองหาเอาเอง
the old siam plaza says
พูดถึงวัยรุ่นช่วงนี้ชอบสร้างปัญหาให้สังคมบ่อยมาก มีเรื่องยิงกัน ตีกัน ติดยา นึกแล้วปวดหัว ลงหนังสือพิมพ์วันเว้นวัน ไม่หยุดหย่อน วัยรุ่นชอบทำตัวไร้สาระไปวันๆ หลังเลิกเรียนแทนที่จะกลับบ้าน ไปทำการบ้านหรือช่วยพ่อแม่ดูดูแลบ้านกลับไปเดินสยามเซ็นเตอร์ เซ็นเตอร์พอยท์ ไปมั่วสุมหน้าน้ำพุ ไร้สาระสิ้นดี ถ้าจะตั้งคำถามวัยรุ่นว่า "ทำไมไมกลับบ้าน" ก็จได้รับคำตอบกวนๆ ไปว่า "ก็วัยรุ่นเซ็ง" ซะงั้น ภาษาแปลกๆบ้าๆของวัยรุ่นทำให้ภาษาวิบัติหมด วัยรุ่นชอบใช้เงินฟุ่มเฟือย ซื้อข้าวของราคาแพง เพราะต้องตามเพื่อน วัยรุ่นไม่รู้จักคืดเลยว่า พ่อแม่กว่าได้เงินมาให้ลูกใช้ต้องเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ความรักในวัยรุ่นก็เช่นกัน วัยรุ่นไม่ควรมีความรักในเวลาเรียนหนังสืออาจทำให้การเรียนแย่ลง เพราะต้องมัวแต่คิดเรื่องความรักกุ๊กกิ๊ก ล่าสุดแฟนสาวบอกเลิก เจ้าตัวถึงขนาดบุกบ้านขึ้นไปยิงคน หมดอนาคตของตัวเอง ครอบครัวสังคมวุ่นวาย นายกฯน่าจะมีมาตราการปราบปรามวัยรุ่นมาเฟีย อะไรๆ จะได้ดีขึ้น...คนแก่ฝากมา
siam center, center point says
วัยรุ่นแม้ชอบสร้างปัญหาให้สังคมแต่มันก็เป็นส่วนเล็กน้อยเท่านั้น พวกเราสู้พวกผู้ใหญ่ไม่ได้หรอก ยิงกัน ฆ่ากัน ตบตีลูก ทิ้งลูก ข่มขืนเด็ก ลงหนังสือพิมพ์ทุกวัน(ไม่ได้เว้นวันน่ะ) ผู้ใหญ่แหละตัวดี ชอบว่าวัยรุ่นไร้สาระ เลิกเรียนแล้วไม่ยอมกลับบ้าน ไปเดินเที่ยวตามห้างสรรพสินค้า เซ็นเตอร์พอยท์ ก็ผู้ใหญ่นั่นแหละเป็นคนสร้างมันขึ้นมาให้พวกเราเอง แล้วยังมาว่าเราอีก ยาเสพติด ผู้ใหญ่ อีกนั่นแหละที่เป็นคนผลิตและมาขายวัยรุ่น หลอกให้วัยรุ่นเป็นเหยื่อของมัน เสื้อผ้า แพงๆตามสยามฯ ก็ผู้ใหญ่เป็นคนตั้งราคาแพงๆมาขายวัยรุ่น ขายคนแก่ไม่ได้หรอกหลอกขายวัยรุ่นดีกว่า ผู้ใหญ่หลอกลวง เป็นต้นเหตุทีทำให้วัยรุ่นแย่ลง ผู้ใหญ่เองที่เป็นคนกำหนดวัยรุ่น ผู้ใหญ่น่าจะปรับปรุงตัวเองเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน ผู้ใหญ่น่าจะเพิ่ม iq & eq ด้วยในการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อวัยรุ่น ผู้ใหญ่เป็นต้นเหตุ วัยรุ่นเซ็งอย่างนี้ขอบอก...วัยรุ่นฝากมามั้ง

เทคนิคการอ่านหนังสือ

สาระดีๆ…รู้ไว้ใช่ว่า

เทคนิคและทักษะต่างๆ ที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตปละจำวันที่สามารถนำมาประยุกต์ปฏิบัติตัวได้ด้วยตนเอง
1. อ่านให้ดี มีให้จำ ทำดังนี้
การอ่านเป็นการเรียนรู้อีกช่องทางหนึ่ง ที่จะทำให้ได้รับข้อมูลความรู้ ข้อเท็จจริง และเรื่องราวต่างๆที่จะไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันวัน
การทดลองเบื้องต้นด้วยการหาหนังสือสักเล่มวางไว้ตรงหน้าเรา แล้วมองดูให้แน่ชัด โดยตั้งข้อสันนิษฐานว่า เราต้องการรู้อะไรจากหนังสือที่วางอยู่ข้างหน้าเราและหนังสือเล่มนี้ต้องการจะบอกอะไรให้กับเราบ้าง
ความน่าสนใจน่าศึกษาที่เกิดจากการมองในขณะนั้นเป็นจุดประสงค์หลักที่ทำให้เราอยากรู้ และต้องฝึกอ่านอย่างสม่ำเสมอแล้วทำความเข้าใจกับหนังสือเล่มนั้นๆ แล้วจะรู้ว่าอ่านให้จำทำอย่างไร
2. ฝึกทักษะเรียนให้เก่ง สอบให้ฉลาด
หลักการและวิธีที่นิยมจะแนะนำนั้น จะให้ให้เรียนเก่งและสอบอย่างฉลาด มีดังนี้
2.1 ตางรางเรียนเพียรกระทำ นำความเก่งได้
2.2 สร้างความรู้มุ่งสู่คำถาม และได้ข้อสงสัย
2.3 คิดค้นหาคำถาม พยายามค้นหาคำตอบ
2.4 ตั้งข้อสังเกต เปิดประเด็น เน้นคำถาม
2.5 ไล่อ่านตามความยากง่าย จะสบายแก่เรา
2.6 เปิดสมองให้ถูกต้อง ผ่อนคลายให้ถูกวิธี
3. สอบอย่างไรให้ได้เกรด A
บางครั้งหลายคนจะมีเวลาให้เตรียมตัวสอบ แต่บ่อยครั้งจะไม่ค่อยมีเวลา และเมื่อเวลาเร่งด่วนมาถึง ควรเตรียมตัวดังนี้
3.1 ระดมสมองให้ตื่นจากการหลับใหล
3.2 มุ่งมั่นสร้างเป้าหมายหลัก คือการสอบครั้งต่อไป
3.3 วางแผน วางตารางเวลาเรียน เขียน อ่าน
3.4 จัดระเบียบตัวเองแบบง่ายๆ ให้เหมาะกับวัยเรียน
3.5 หมั่นตรวจสอบประเมินผล ค้นหาตัวเองให้เจอ
** การที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นจะต้องรักษากฎระเบียบของตัวเองไว้ให้ดี เพราะการชนะใจตัวเองได้นั่นแหละยิ่งกว่าการชนะทั้งปวง การฝึกฝนตัวเองให้อยู่ในกฎระเบียบนั้น ตอนแรกๆ อาจทำได้ยาก แต่เมื่อได้ทำและทำบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัยแล้ว ก็จะพบกับคำตอบที่ให้ความสุขแก่ตัวเองและคนในครอบครัว
4. เทคนิคการพิชิตชัยชนะในการสอบ
ขั้นตอนแรกต้องเริ่มต้นจากที่บ้าน
- จดตารางสอบ สถานที่สอบ วันเวลา วิชาที่สอบให้ถูกต้อง
- คำนวณเวลาการเดินทาง อย่ารีบร้อนจนเกินไป เพราะจะลืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการสอบได้
- เตรียมอุปกรณ์ในการสอบให้เรียบร้อย
- จัดการกับธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย
- ทำจิตใจให้ว่าง ตั้งใจฝึกสมาธิมุ่งสู่การสอบอย่างมีความสุข
- ควรใส่นาฬิกาข้อมือไปด้วย เพื่อดูเวลาในการสอบ
รับกับสถานการณ์เมื่ออยู่ในห้องสอบ
- เริ่มอ่านราบละเอียดต่างๆ ของข้อสอบ คำถามหรือคำชีแจงต่างๆ แล้วปฏิบัติตาม
- สำรวจข้อสอบว่ามีครบทุกข้อ ทุกหน้าหรือไม่
- เมื่อครบทุกข้อ ทุกหน้าแล้วเริ่มลงมือทำข้อสอบอย่างระมัดระวัง และอย่างตั้งใจ
** เมื่อทำข้อสอบเสร็จแล้ว อย่าลืมสำรวจ ชื่อ รหัสต่างๆ และข้อสอบทั้งหมดอีกครั้งว่าเรียบร้อยดีหรือเปล่า ไม่มีข้อที่เว้นหรือลืมทำ หลังจากนั้นค่อยนำส่งกรรมการคุมสอบ เมื่อออกจากห้องสอบแล้วควรทบทวนคำตอบจากหนังสือหรือเอกสาร เพื่อหาคำตอบทันที แล้วเก็บไว้เป็นข้อมูลต่อไป
5. เทคนิคการสร้างบรรยากาศให้น่าอ่านหนังสือด้วยตนเอง
5.1 จัดห้อง ป้องกันการปวดหัวเวลาอ่านหนังสือ
5.2 ป้องกันสายตาเพลีย ด้วยรูปภาพกับวิวสวย
5.3 หามุมสงบ สร้างสรรค์อารมณ์ศิลป์
5.4 แสงสว่างกับองค์ประกอบในการอ่าน ต้องสอดคล้องกัน
5.5 มีน้ำดื่ม ขนมหวาน เพื่อสร้างความคลาสสิก
5.6 บริหารเวลาในการอ่านหนังสือให้ดี
** ควรให้ความสำคัญต่อการจัดเวลาในแต่ละวันให้ดี และปฏิบัติตามกำหนดแผนของการเรียนนั้น ควรทำเป็นตารางว่าวันนี้ ชั่วโมงนี้ต้องการอ่านทบทวนเนื้อหาวิชาอะไร เมื่อทำตามเวลาที่กำหนดแล้ว ต้องรู้จักให้รางวัลกับตัวเอง เช่น การอ่านหนังสือการ์ตูน ฟังเพลงสบาย หรือพักสักครู่หนึ่ง แล้วค่อยกลับมาเริ่มปฏิบัติตามเวลาในช่วงต่อไป
6. เทคนิคการจดบันทึก
6.1 วางโครงร่างของการจดบันทึกในใจหรือเขียนแบบสารบัญ
6.2 การจดคำบรรยายแบบมืออาชีพ
6.3 เมื่อฟังการบรรยายจบลง จะทำอะไรต่อไป
6.4 ก่อนเข้าเรียน เตรียมตัวให้พร้อม
6.5 ก่อนหมดชั่วโมง ทบทวนทันที
** เราควรมีสมุดบันทึกติดตัวไว้สำหรับการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในแต่ละวัน โดยแยกสมุดบันทึกประจำแต่ละวิชาออกจากกันให้ชัดเจน เมื่อใกล้สอบจะสะดวกเวลาทบทวน
7. เทคนิคการพูดหน้าชั้นเรียน
สูตรสำเร็จของการพูดหน้าชั้นเรียน มีดังนี้
7.1 เคล็ดลับการนำเสนอ สร้างข้อมูล ให้น่าสนใจ
7.2 ตั้งวัตถุประสงค์ จะให้อะไรแก่ผู้ฟังบ้าง
7.3 ค้นหาความต้องการของผู้ฟังด้วยหลักนักวาทการ
7.4 ลำดับเรื่องที่จะพูดให้ดี อย่าสัปดนข้อมูล
7.5 สังเกตพฤติกรรมและอารมณ์ที่แสดงออกของผู้ฟังอยู่เสมอ
7.6 พูดไปไม่ต้องอาย สั่น ประหม่า อย่าได้กลัว
7.7 เน้น น้ำเสียง อารมณ์ ให้น่าสนใจในเรื่องที่กำลังพูด
7.8 ระดมคำพูด และการแสดงความคิดเห็นต่อผู้ฟังให้ดี
7.9 มองกลุ่มผู้ฟัง
7.10 สรุปใจความให้น่าหลงใหล ชวนติดตาม และประทับใจ
** ถ้าการพูดใช้ไมโครโฟน ไม่ควรเคาะไมค์หรือพูดฮัลโหลๆๆ แต่ควรใช้วิธีเช็คความเรียบร้อยของปุ่มเปิด-ปิดแทน หรือใช้มือกรีดตรงไมค์เบาๆ เพื่อฟังเสียงก็พอ
8. เทคนิคการสร้างมิตรภาพ และครองใจอาจารย์
8.1 การแนะนำตัวอย่าสร้างสรรค์
8.2 รู้จักพูคุยกับเพื่อนร่วมห้องเพื่อเปิดสมอง
8.3 อย่ากลัวคำถามหรือการถามกลับ
8.4 จำชื่ออาจารย์ประจำวิชาให้ขึ้นใจ
** เทคนิคการครองใจอาจารย์นี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่เสียหาย แต่เป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเอง เพียงแต่รู้จักกาลเทศะ เพราะโอกาสที่ดีมีไว้สำหรับคนที่กล้าเท่านั้น
9. เทคนิคการผ่อนคลายสมองอย่างง่ายๆ
9.1 ทำจิตใจให้สงบ
9.2 ฟังเสียงดนตรี
9.3 ฟังเสียงลมพัดใบไม้ไหว เสียงน้ำตกหรือเสียงบรรยากาศของธรรมชาติ
9.4 กำหนดลมหายใจเข้า-ออก ทำสมาธิ หรือนั่งเงียบๆ สักพัก
9.5 การฝึกทำโยคะ
** ควรพักสายตาเป็นระยะๆ และผ่อนคลายสมอง อย่าให้เครียดมากจนเกินไป เป็นการเรียนอย่าสร้างสรรค์ คือเรียนอย่างรู้หลักและวิธีการที่ถูกต้อง การอ่านการจำต่างๆ อย่างเข้าใจ มิใช่เรียนอย่างเดียวจนเคร่งเครียดและกดดัน

เคล็บลับผิวหน้าใส ห่างไกลสิว

ประเภทของสิว สิวเสี้ยน มักจะพบมากบริเวณจมูก ลักษณะเป็นจุดดำๆหรือเห็นเป็นหนามแหลม สีขาว เป็นสิวที่เกิดจากการอุดตันของไขมันที่จับตัวเข้ากับเยื่อรูขุมขนที่หลุดลอกออก และขนอ่อนที่ตกค้างในรูขุมขน เวลากดสิว ไขมันก็จะหลุดออกมาเป็นสิวเสี้ยน สิวผด หรือสิวเทียม เป็นผดเม็ดเล็ก ๆ ที่ขึ้นแถว ๆ หน้าผากและแก้ม ลักษณะไม่เป็นสิวชัดเจน แพทย์บางท่านจึงเรียกว่า สิวเทียม เพราะไม่มีคอมิโดน (Comedone) หรือไม่เกี่ยวกับต่อมไขมัน สิวหัวเปิด หรือสิวหัวดำ คือสิวที่มีรูเปิดออกบริเวณผิวภายนอก ทำให้บริเวณที่เป็นหัวสิว สัมผัสกับแสงแดดและฝุ่นละออง ซึ่งจะสังเกตเห็นเป็นจุดดำ ๆ อยู่บริเวณหัวสิว แต่มักไม่อักเสบ และสามารถหลุดออกได้เอง สิวอุดตัน หรือสิวหัวขาว เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายไขมันบริเวณรูขุมขนออกมาได้ จึงเกิดการสะสมเป็นก้อนอุดตันอยู่ภายใน (คอมิโดน) เป็นก้อนนูนเล็กๆพบได้ทั่วไปบริเวณใบหน้าหน้าอก หรือหลัง ซึ่งจะเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวอักเสบต่อไป สิวอักเสบ เกิดขึ้นมาจากสิวอุดตัน หรือสิวหัวขาวที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดการอักเสบ เห็นเป็นรอยนูนแดงได้อย่างชัดเจน ถ้าการอักเสบนี้อยู่บริเวณต้น ๆ ของท่อไขมัน ก็จะเห็นเป็นตุ่มหนอง ถ้าอยู่ลึกลงไป จะเห็นเป็นก้อนนูนบวมขึ้นมา แต่หากมีการอักเสบที่รุนแรงมาก และลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนังจนกลายเป็นถุงหนองฝังอยู่ภายใน จะเรียกว่า สิวหัวช้าง หรือสิวอักเสบนั่นเอง สิวชนิดนี้ เป็นชนิดที่ทำให้วัยรุ่นขาดความมั่นใจมากที่สุด เพราะเป็นสิวชนิดที่สังเกตเห็นได้ง่าย ทำให้หน้าไม่เรียบ โดยเฉพาะจะดูบวมแดงไม่สวยงาม และยังมักจะทิ้งปัญหารอยแผลเป็นเอาไว้อีกด้วย